Chonburi Sponsored

‘sacit’จัด2งานใหญ่แห่งปี หนุนหัตถกรรมไทยก้าวสู่เวทีสากล

Chonburi Sponsored
Chonburi Sponsored

วันจันทร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

Tag :

“sacit” สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย(องค์การมหาชน) กำหนดจัดงาน “อัตลักษณ์แห่งสยามครั้งที่ 13” และงาน “Crafts Bangkok 2022” ระหว่างวันที่ 8-11 กันยายน 2565 ณ ฮอลล์ 101-102 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ภายใต้แนวคิด “The power of Traditional and Modern Cultural Blend : ผสานภูมิปัญญาอย่างร่วมสมัย ส่งต่อฝีมือคนไทยสู่สากล” ซึ่งทั้ง 2 งานดังกล่าว จะเป็นงานแสดงสินค้าศิลปหัตถกรรมไทยและงานคราฟต์สุดยิ่งใหญ่แห่งปี โดยรวม 2 งานใหญ่ไว้ในงานเดียว และเป็นการประเดิมงานประกาศความพร้อมสู่การจับคู่ธุรกิจด้วย

พรพล เอกอรรถพร รักษาการแทนผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย(องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วงที่มีการระบาดของไวรัสโควิด-19 กระแสความนิยมผลิตภัณฑ์หัตถกรรมไทยเกิดแพร่หลายในวงกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาสร้างสรรค์และผลิตผลงานใหม่ๆ สอดรับไปกับความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน อีกทั้งผลิตภัณฑ์หัตถกรรมไทยยังเป็นที่รู้จักและนิยมในหมู่ต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิ ตลาดตะวันออกกลาง และยุโรป เป็นต้น

“เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพให้แก่ผู้ประกอบการเตรียมก้าวสู่การแข่งขันในเวทีสากล sacit จะเป็นพี่เลี้ยงในการพัฒนาสินค้าเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่งานศิลปหัตถกรรมไทย ตลอดจนให้องค์ความรู้ในช่องทางจัดจำหน่ายทั้งออนไลน์และออฟไลน์ โดยมีเป้าหมายในปีนี้จะนำร่องพาผู้ประกอบการเปิดตลาดการค้าต่างประเทศ ในรูปแบบของการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching)” รักษาการ ผอ. sacit กล่าว

การจัดงานครั้งนี้ ยังมีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์จาก มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โครงการเซรามิก สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมไทยร่วมสมัยที่สร้างสรรค์โดยครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม และสมาชิกผู้ผลิตงานหัตถกรรมที่สร้างสรรค์อย่างร่วมสมัย นับหมื่นรายการ รวมกว่า 650 ร้านค้า อาทิ เครื่องประดับเครื่องจักสาน เครื่องปั้นดินเผา เครื่องหนัง ตลอดจนงานผ้าไหม และของตกแต่งบ้าน

ตัวอย่างสมาชิก sacit ที่ก้าวสู่เวทีสากล อาทิ จิรวัฒน์ มหาสาร ผู้ก่อตั้ง “Chaksarn (จักสาน)” แบรนด์กระเป๋าแฟชั่นฝีมือคนไทย ที่ต้องการพัฒนางานหัตถกรรมของชุมชนให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีคุณภาพ ช่วยเพิ่มมูลค่าโดยผสมผสานวัสดุไทยคือเสื่อกกธรรมชาติทอมือจากท้องถิ่นกับหนังวัวแท้ ออกแบบในเอกลักษณ์เฉพาะตัวมีความเป็นไทยแฝงกับความเป็นสากล และปัจจุบันส่งออกไปทั่วโลก

คมกฤช บริบูรณ์ ทายาทช่างศิลปหัตถกรรมผู้สานต่อวงการจักสานไม้ไผ่สู่ “ศูนย์ส่งเสริมฝีมือจักสานด้วยไม้ไผ่” จาก อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี หนึ่งในสมาชิกของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ผลงานสุดวิจิตร คือ “กระเป๋าลวดลายดอกพิกุล” นำไม้ไผ่ไปเหลาเป็นเส้นสานบางเฉียบขนาดเท่าเส้นผม นำไปสานด้วยความประณีตบรรจง และปัจจุบันได้ต่อยอดพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย อาทิ โคมไฟ กระถางต้นไม้ หมวก พัด และเสื่อ ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มต่างชาติ

“เครื่องหอมและของตกแต่งบ้านจากเซรามิกเขียนลายด้วยมือ” ผลิตภัณฑ์จาก “Thaniya” หนึ่งในผู้ประกอบการงาน Crafts Bangkok 2022 ที่เจาะตลาดส่งออกไปหลายประเทศ จากผลงานการออกแบบลวดลายบนเครื่องเซรามิกอย่างพิถีพิถัน ผสมผสานความเป็นไทยและดีไซน์อันทันสมัยเข้าด้วยกัน ออกมาเป็นเทียนหอม และของตกแต่งบ้าน โดยความพิเศษของเทียนหอม ทำมาจากถั่วเหลือง แม้ละลายแล้วยังสามารถนำมานวดตัว เพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิว อีกทั้งผ่อนคลายไปกับกลิ่นดอกไม้และสมุนไพรไทย

“Varni” หรือ “หัตถกรรมกระจูดวรรณี” ไอเดียการต่อยอดจากวัชพืชที่พบเห็นอยู่ในท้องถิ่น สู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดย วิสาหกิจชุมชนหัตถกรรมกระจูดวรรณี (Varni) อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ซึ่งปัจจุบันได้รังสรรค์ผลงานจากการย้อมสีกระจูด เพ้นท์ลายต่างๆ สานออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากลาย อาทิ ตะกร้าใส่ของ กระเป๋าคลัทช์ เคสโทรศัพท์ และเฟอร์นิเจอร์ชิคๆ มียอดส่งออกจำนวนมากทั้งในอังกฤษ สวีเดน เยอรมนี จีน และญี่ปุ่น

ทั้งนี้ ความสำเร็จของผู้ประกอบการข้างต้นอาจเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจให้กับผู้ประกอบการรายอื่น ในการต่อยอดองค์ความรู้ สู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดรับกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งศึกษาช่องทางจัดจำหน่ายทั้งรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อผลักดันให้หัตถกรรมไทยเติบโตอย่างยั่งยืน!!!

Chonburi Sponsored
อำเภอ พนัสนิคม

สมัยเมืองพนัสนิคม ในปี พ.ศ. 2371 กำเนิดเมืองขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชานุญาตให้กลุ่มลาวอาสาปากน้ำมาสร้างภูมิลำเนาขึ้นในพื้นที่รกร้างระหว่างเมืองชลบุรีกับเมืองฉะเชิงเทรา พระราชทานนามเมืองว่าพนัสนิคม (บางเอกสารเขียน“พนัศนิคม”) มีฐานะเป็นเมืองจัตวา ขึ้นกับกรมท่า กรุงเทพมหานคร ให้ท้าวอินทิสาร (บางเอกสารเขียน”อินทพิศาล”) หรือ ท้าวทุม ปลัดลาว เมืองสมุทรปราการ บุตรชายคนโตของท้าวไชย (บางเอกสารเขียน”ศรีวิไชย”) อุปราชเมืองนครพนม ให้เป็นเจ้าเมืองพนัสนิคมคนแรกและพระราชทานราชทินนามและบรรดาศักดิ์ที่พระอินทอาษา (บางเอกสารเขียน“อินทรอาษา, อินทอาสา, อินทราษา“) มีข้อความในพระราชพงศาวดารว่า “พวกลาวอาสาปากน้ำ ตั้งขึ้นเมื่อครั้งในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าสุลาลัย ภายหลังเมื่อปีชวดสัมฤทธิศก พวกลาวไม่สบาย ขอไปตั้งอยู่ที่เมืองพระรถ จึงโปรดให้ตัดเอาแขวงเมืองชลบุรี เมืองฉะเชิงเทรา มาตั้งเป็นเมืองขึ้นชื่อเมืองพนัศนิคม เจ้าเมืองชื่อพระอินทอาษา” (พระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3 เล่ม 2 ของ เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ฉบับคุรุสภา พิมพ์ครั้งที่หนึ่ง พ.ศ. 2504 หน้า 180) โดยลาวบุกเบิกเมืองพนัสนิคม เป็นลาวเมืองนครพนม อ้างถึงการอพยพมาสยามครั้งแรกนำโดยท้าวไชย อุปราชเมืองนครพนม เป็นโอรสในพระบรมราชา (ท้าวกู่แก้ว) เจ้าเมืองนครพนม (เมืองนครพนมในอดีต เป็นหัวเมืองในราชอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ ประเทศราชของสยาม) ไม่สมัครใจอยู่ในปกครองของพระบรมราชา (มัง) เจ้าเมืองนครพนมคนใหม่ จึงอพยพพาสมัครพรรคพวก บุตรหลาน ท้าวเพี้ย ขอพึ่งพระบรมโพธิสมภารพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2352 และโปรดเกล้าฯให้ตั้งบ้านเรือนอยู่คลองมหาวงษ์ เมืองสมุทรปราการ ยุคนั้นจึงเรียกคนกลุ่มนี้ว่าพวกลาวอาสาปากน้ำ แต่ทนสภาพแวดล้อมไม่ไหว เพราะเป็นชาวดอนน้ำจืด ถูกให้ไปอยู่เมืองลุ่มน้ำกร่อยและเค็ม เลยขอเปลี่ยนไปอยู่ที่อื่น ซึ่งสภาพใกล้เคียงที่ดอน ลาวนครพนมกลุ่มนี้ได้บุกเบิกสร้างเมืองพนัสนิคม