สถานการณ์โควิดฯในไทย ยอดผู้ติดเชื้อกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง โดย 3 วันที่ผ่านมา มีผู้ป่วยรายใหม่พุ่งเกิน 7-8 พันคนต่อวัน ซึ่งพบร้านอาหารกึ่งผับในหลายจังหวัด แอบเปิดให้บริการผิดกฎหมาย และเป็นต้นเหตุเกิด 14 คลัสเตอร์ใหญ่ ส่วนสถานการณ์ “โอมิครอน” ภายในประเทศถือว่า “ทรงตัว” แต่ก็ยังเบาใจไม่ได้ ล่าสุด ศบค.ได้มีการปรับแผนรับมือ โดยมีการผ่อนคลายมาตรการ กลับมาเปิดใช้การเดินทางเข้าประเทศด้วยระบบ “Test & Go” อีกครั้ง ซึ่งจะเริ่มวันที่ 1 ก.พ.นี้ และไม่จำกัดประเทศ อีกทั้งยังมีการปรับพื้นที่เหลือ “สีส้ม-สีเหลือง” แต่พื้นที่ “สีฟ้า” ยังยืนคงเดิม และเพิ่มพื้นที่แซนด์บ็อกซ์ โดยพื้นที่ “สีฟ้า-สีเหลือง” อนุญาตให้ดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหารได้ถึงเวลา 23.00 น. พร้อมปลดล็อกเวลาการขออนุญาตปรับรูปแบบผับบาร์คาราโอเกะเป็นร้านอาหาร และไม่ขยาย Work From Home ส่วนการฉีดวัคซีนให้เด็กอายุ 5-11 ปี นั้น ล่าสุดวัคซีนไฟเซอร์ฉีดเด็ก จะถึงไทยลอตแรกในวันที่ 26 ม.ค.นี้

พบร้านอาหารกึ่งผับ ต้นเหตุ 14 คลัสเตอร์ใหญ่
พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษก ศบค. เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ช่วงปีใหม่เป็นต้นมา คลัสเตอร์ที่พบการระบาดมากที่สุดภายในประเทศ ได้แก่ คลัสเตอร์ร้านอาหาร จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) รายงานว่าสถานบันเทิงกึ่งผับที่เปิดเป็นร้านอาหาร มีการระบาดหลายคลัสเตอร์ ทั้งร้านมูนบาร์ จ.นนทบุรี ร้านฮันนี่ไนท์ จ.เพชรบุรี ร้านแสงคำ จ.อุบลราชธานี จากการลงพื้นที่ทั่วประเทศพบการติดเชื้อในสถานบันเทิง 21 แห่ง มี 7 ร้านที่เปิดผ่านการประเมินโควิดฟรีเซตติ้ง แต่ย่อหย่อนมาตรการทำให้เกิดการติดเชื้อเป็นคลัสเตอร์ขึ้นในหลายพื้นที่ อาทิ จ.เชียงใหม่ จ.ขอนแก่น ขณะที่อีก 14 ร้าน เปิดโดยไม่ได้ขออนุญาตจังหวัด อาทิ ร้านท่าช้าง ร้านเสี่ยวสันติธรรม จ.เชียงใหม่ ร้านดาร์กบาร์ ร้านรีเพลย์กราวด์ จ.ขอนแก่น ร้านพระราม 8 จ.พะเยา ที่ จ.ชลบุรี จ.บุรีรัมย์ จ.อุบลราชธานี จ.อุดรธานี จ.มหาสารคาม ก็มีรายงานเข้ามาถือเป็นการเปิดผิดกฎหมาย แม้เป็นร้านที่เปิดในพื้นที่นำร่องท่องเที่ยวก็เปิดได้เพียงเวลา 21.00 น.เท่านั้น
คาดโทษแอบเปิดสถานบันเทิง-จนท.ปล่อยปละโดนวินัย
ส่วนมาตรการควบคุมดูแลสถานบันเทิง หลังในหลายพื้นที่มีการแอบเปิดแบบผิดกฎหมาย นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สถานประกอบการที่เปิดอย่างผิดกฎหมาย มีการเล่นการพนัน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ฝ่ายความมั่นคง หน่วยงานในสังกัดทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบ เพราะการรวมคนจำนวนมาก หรือการจัดงานที่มีการรวมคนถือเป็นความเสี่ยงสูง เจ้าหน้าที่รัฐระดับปฏิบัติต้องมีความเข้าใจ ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละและอดทน สิ่งสำคัญที่สุดต้องเตรียมแผนเผชิญเหตุไว้ล่วงหน้า กระทรวงสาธารณสุข การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กระทรวงมหาดไทย และ ศปก.ศบค. ต้องยกระดับการปฏิบัติการให้ครอบคลุม ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางอย่างเคร่งครัด หากมีการปล่อยปละละเลยต้องถูกดำเนินการทางวินัย โดยเฉพาะการปล่อยให้มีการเปิดสถานบริการในเวลากลางคืนโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือกระทำผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ต่อเวลา พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ปรับพื้นที่ “สีส้ม-สีเหลือง”
ส่วนการปรับแผนรับมือสถานการณ์ของ ศบค.นั้น นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. กล่าวว่า ที่ประชุม ศบค.เห็นชอบขยายระยะเวลาการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีก 2 เดือน ระหว่าง 1 ก.พ.-31 มี.ค. และยังเห็นชอบปรับระดับพื้นที่สถานการณ์ทั่วราชอาณาจักร เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ได้แก่ พื้นที่ควบคุม (สีส้ม) จากเดิม 69 จังหวัด เหลือ 44 จังหวัด พื้นที่เฝ้าระวังสูงสุด (สีเหลือง) 25 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร ชัยนาท ชัยภูมิ นครพนม นครสวรรค์ นราธิวาส บึงกาฬ ปัตตานี พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ แพร่ ยะลา ลำปาง ลำพูน เลย สกลนคร สิงห์บุรี สุโขทัย สุพรรณบุรี หนองบัวลำภู อ่างทอง อำนาจเจริญ อุตรดิตถ์ และอุทัยธานี ขณะที่พื้นที่นำร่องท่องเที่ยว (สีฟ้า) ยังคงไว้ 8 จังหวัดเท่าเดิม ได้แก่ กทม. กาญจนบุรี กระบี่ ชลบุรี นนทบุรี ปทุมธานี พังงา และภูเก็ต
ปรับโซน “สีฟ้า-เหลือง” ดื่มในร้านได้ถึง 5 ทุ่ม
นพ.ทวีศิลป์ กล่าวต่อว่า สำหรับกิจกรรมและกิจการที่มีความแตกต่างกัน ระหว่างพื้นที่สีส้มและสีเหลือง อาทิ พื้นที่สีส้มห้ามจัดกิจกรรมรวมคนมากกว่า 500 คน พื้นที่สีเหลืองห้ามจัดกิจกรรมรวมคนมากกว่า 1,000 คน ขณะที่การรับประทานอาหารในร้านอาหาร พื้นที่สีส้มบริโภคในร้านได้ตามปกติ แต่ห้ามบริโภคสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ส่วนพื้นที่สีเหลืองเปิดบริโภคในร้านได้ตามปกติ โดยไม่ห้ามบริโภคสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้าน นอกจากนี้ยังมีการปรับเวลาเปิดให้บริโภคแอลกอฮอล์ภายในร้านอาหารในพื้นที่สีฟ้าและสีเหลือง จากเดิมถึงเวลา 21.00 น. เป็นถึงเวลา 23.00 น. เฉพาะร้านที่ผ่านมาตรฐาน SHA+ หรือไทยแลนด์สต็อปโควิด 2 Plus และมีมาตรการโควิดฟรีเซตติ้ง
ปลดล็อกเวลาขอปรับ “ผับบาร์คาราโอเกะ” เป็นร้านอาหาร
นพ.ทวีศิลป์ กล่าวต่อว่า ส่วนฝ่ายความมั่นคงที่จะลงพื้นที่ตรวจต้องมีความเคร่งครัด หากร้านไหนไม่สามารถดำเนินการได้จำเป็นต้องสั่งปิดก็ให้ปิด ผอ.ศบค.ระบุว่าต้องพิจารณาบทลงโทษเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ หรือย่อหย่อนในการรับผิดชอบนั้นๆ ผอ.ศบค.เน้นในเรื่องนี้ถึง 2-3 รอบ ส่วนผับ บาร์ คาราโอเกะ ที่จะดำเนินการปรับรูปแบบให้เป็นร้านอาหาร ที่ต้องมีการขออนุญาตคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดนั้น จากเดิมกำหนดระยะเวลาขออนุญาตภายในวันที่ 15 ม.ค. เป็นไม่มีกำหนดระยะเวลา แต่ขอให้รักษามาตรการป้องกันการแพร่ระบาดอย่างเข้มงวด
ไม่ขยาย Work From Home
นพ.ทวีศิลป์ กล่าวต่อว่า ขณะที่มาตรการเวิร์กฟรอมโฮมไม่ขยายระยะเวลาเพิ่ม แต่ให้เป็นไปตามความเหมาะสมและการพิจารณาของแต่ละหน่วยงาน อย่างไรก็ตามมาตรการที่ออกมาส่วนใหญ่เป็นเรื่องของกิจกรรมและกิจการ แต่อีกประเด็นหนึ่งที่มีนักวิชาการถามถึงคือ เรื่องของสถานศึกษา ที่ปัจจุบันมี 3 หมื่นกว่าแห่ง แต่มีการเปิดการเรียนการสอนในพื้นที่เพียงกว่า 1.7 หมื่นแห่ง นายกฯได้มอบหมายให้ ผอ.ศปก.ศบค.หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ควรให้นักเรียนได้กลับมาเรียนในโรงเรียนหรือไม่ อย่างไร และควรมีมาตรการอย่างไร หากสามารถกลับมาเรียนในพื้นที่ได้แล้ว การสวมหน้ากากรวมถึงการตรวจ ATK ตามความเหมาะสมจะเป็นสิ่งจำเป็น
กลับมาเปิดใช้ระบบ Test & Go อีกครั้ง เริ่ม 1 ก.พ.นี้
นพ.ทวีศิลป์ กล่าวต่อว่า สำหรับมาตรการเดินทางเข้าประเทศแบบเทสต์แอนด์โก (Test & Go) โดยผู้ที่เดินทางเข้ามาในรูปแบบดังกล่าวมีส่วนทำให้ประเทศได้ประโยชน์ เพราะมีการเข้ามาลงทุน ที่ประชุมมีมติเปิดรับการลงทะเบียนแบบเทสต์แอนด์โกอีกครั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.65 ไม่จำกัดประเทศ ผู้ที่เข้ามาต้องมีการจองโรงแรมสำหรับวันที่ 1 และ 5 ที่อยู่เมืองไทย เพื่อตรวจหาเชื้อโควิด-19 แบบ RT-PCR เมื่อเดินทางมาถึงไทยแล้วจะต้องซื้อประกันที่ครอบคลุม รวมถึงลงทะเบียนในแอปพลิเคชันหมอชนะทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์เพื่อให้ติดตามตัวได้ นายกฯเน้นย้ำว่าต้องมีระบบการตรวจสอบย้อนกลับในนักท่องเที่ยวทุกคนที่เข้ามา ขณะที่พื้นที่แซนด์บ็อกซ์ได้ขยายพื้นที่เพิ่มเติมในพื้นที่ อ.บางละมุง เมืองพัทยา อ.ศรีราชา อ.เกาะสีชัง อ.สัตหีบ เฉพาะ ต.นาจอมเทียน และ ต.บางเสร่ ของ จ.ชลบุรี รวมถึง จ.ตราด เฉพาะเกาะช้าง
มุ่งจัดการวัคซีน 4 แผน เร่งฉีดพื้นที่นำร่อง
นพ.ทวีศิลป์ กล่าวอีกว่า สำหรับแผนบริการการให้วัคซีน กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) รายงานเรื่องการบริหารวัคซีนที่ผ่านมาว่า เป็นไปตามเป้าหมายอย่างดี ครอบคลุม 72.1% ของประชากรทั้งหมด 69.6 ล้านคน หรือ 70 ล้านคนโดยประมาณ เป็นตัวเลขที่จะใช้ในการบริหารการฉีดวัคซีนในปี 2565 โดยการบริหารจัดการวัคซีนมุ่ง 4 แผน คือ 1.ฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มเด็ก อายุ 5-11 ปี เป็นวัคซีนโดสเด็ก (ฝาสีส้ม) จากบริษัทไฟเซอร์ 2.แผนรณรงค์เร่งรัดการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันในพื้นที่นำร่องท่องเที่ยว โดยเป็นแผนการใช้วัคซีนเป็นเข็มกระตุ้น ต้องมีระยะเวลาห่างจากเข็มก่อนหน้านี้ 3 เดือน 3.แผนการส่งคืนวัคซีนไปให้กับสิงคโปร์ ภูฏาน ที่เรายืมมาจะส่งกลับคืนไป 4.การบริจาควัคซีนให้กับต่างประเทศ จะมีประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่รอบประเทศไทยและประเทศที่อยู่ในแอฟริกา ผ่านโครงการแอฟริกันวัคซีนฯ ที่องค์การอนามัยโลกทำขึ้นมา และจะรณรงค์ฉีดวัคซีนในพื้นที่นำร่องท่องเที่ยว จะกระจายวัคซีนไปให้กับทุกสัญชาติที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นำร่องท่องเที่ยว

“ไฟเซอร์เด็ก” ลอตแรกถึงไทย 26 ม.ค.
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข เปิดเผยถึงความคืบหน้าวัคซีนไฟเซอร์สำหรับฉีดเด็กอายุ 5-11 ปี ว่า ลอตแรกหากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจะมาถึงไทยวันที่ 26 ม.ค.นี้ จำนวน 3 ล้านโดส จาก 10 ล้านโดสที่สั่งจองไว้เบื้องต้น หลังสุ่มตัวอย่างให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจแล้ว จะกระจายไปฉีดเด็กเริ่มที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี หรือ รพ.เด็ก เป็นแห่งแรก โดยฉีดให้กับเด็กที่มีโรคประจำตัว ถือเป็นเด็กกลุ่มเสี่ยงก่อนและจะกระจายไปยัง รพ.โรงเรียนต่างๆ ได้ประสานกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ดำเนินการฉีดวัคซีนให้เด็ก รวมทั้งอาจประสานศูนย์ฉีดกลางบางซื่อเป็นจุดฉีดร่วมด้วย ขอความร่วมมือผู้ปกครองพาบุตรหลานมาฉีดวัคซีนเพื่อความปลอดภัย ส่วนการตรวจ ATK ในกลุ่มเด็กนั้น เป็นดุลพินิจของผู้อำนวยการโรงเรียนไปก้าวก่ายไม่ได้
เริ่มลุยฉีดให้เด็ก 31 ม.ค.นี้
ส่วนการเตรียมแผนฉีดวัคซีนให้เด็กอายุ 5-11 ปี นั้น นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า การฉีดวัคซีนในเด็กจะเริ่มวันที่ 31 ม.ค.นี้ โดยวัคซีนไฟเซอร์ในเด็กขนาด 1 ขวด บรรจุ 1.3 มิลลิลิตร เมื่อผสมกับน้ำเกลือจะมีขนาด 2.6 มิลลิลิตร ทำให้วัคซีน 1 ขวด ฉีดให้เด็กได้ถึง 10 คน คนละ 0.2 มิลลิลิตร บริษัทได้พัฒนาให้วัคซีนสามารถเก็บรักษาได้นานหลังผสมน้ำเกลือ ในอุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 10 สัปดาห์ จากเดิม 4 สัปดาห์

ห่วง “ตรุษจีน” ทำเชื้อระบาด
นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า ช่วงเทศกาลตรุษจีน วันที่ 1 ก.พ.ที่จะถึงนี้ จะมีกิจกรรมได้แก่ “วันจ่าย” ทั้งในตลาดและห้างสรรพสินค้า “วันไหว้” ที่บ้านและศาสนสถาน “วันเที่ยว” ตามสถานที่ต่างๆ ทั้ง 3 วันมีความเสี่ยงของการรวมกลุ่มญาติ ตลาดหรือห้างสรรพสินค้าบางแห่งมีความแออัด การเดินทางไปเที่ยว การรับประทานอาหารในร้าน ศาสนสถานเพื่อไหว้พระขอพรอาจแออัด จึงมีคำแนะนำ คือ ประชาชนควรเลือกซื้อของในตลาด หรือห้างสรรพสินค้าที่ผ่านการประเมินไทยสต็อปโควิดฯ สถานที่ที่มีการจัดระบบระบายอากาศที่ดี พนักงานรับวัคซีนแล้วทุกคน คัดกรองคนเข้าไปใช้บริการ ที่สำคัญคือควรวางแผนก่อนซื้อ เพื่อใช้เวลาที่ตลาดน้อยที่สุด จุดที่เลือกซื้อสินค้าไม่ควรมีคนแออัด หรืออาจพิจารณาเลือกซื้อของเซ่นไหว้ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อลดความเสี่ยงต่างๆ
แนะ “เที่ยว-รวมญาติ” ระวังโควิดฯ
นพ.สุวรรณชัย กล่าวต่อว่า ในวันรวมญาติ บุคคลที่เราควรระมัดระวังสูงสุด คือ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคประจำตัว เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ขอให้ทุกคนสวมหน้ากากอนามัยให้มากที่สุด ล้างมือ เว้นระยะห่าง กรณีหญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไป ขอให้ไปรับวัคซีน การไหว้บรรพบุรุษในบ้านควรจัดระบบถ่ายเทอากาศให้ดี ไม่ควรปักธูปไว้บนอาหาร เลี่ยงการเผากระดาษ ปรุงอาหารให้ร้อนก่อนรับประทาน การเดินทางไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ควรพกเจลแอลกอฮอล์ไปด้วย ล้างมือบ่อยๆ กลับถึงบ้านควรเปลี่ยนเสื้อผ้า อาบน้ำทันที มาตรการต่างๆ ที่ดำเนินการเพื่อความปลอดภัย เพื่อให้ทุกคนได้ใช้ชีวิตปกติใหม่ในทุกที่ทุกโอกาสทุกเทศกาล
นายกฯห่วง-กำชับเข้มมาตรการ สธ.
ด้าน นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกฯแสดงความห่วงใยต่อเทศกาลตรุษจีนที่กำลังจะมาถึง กำชับทุกส่วนราชการต้องมีมาตรการที่กำชับ เด็ดขาด รัดกุมขึ้น จัดชุดตรวจ สายตรวจเข้าตรวจบริเวณพื้นที่ที่จัดงานเซ่นไหว้ ดำเนินการตามมาตรการสาธารณสุขครบถ้วนหรือไม่ หากไม่ครบต้องยุติ ปิด หรือยกเลิกการจัดงาน ทำความสะอาดสถานที่ที่มีการจัดรวมคน ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป รวมถึงต้องมีมาตรการทางเข้า-ออกตรวจ ATK หากพบว่าไม่มีการปฏิบัติตามมาตรการของภาครัฐ เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่จะต้องรับผิดชอบ หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบต้องได้รับโทษทางวินัย หากปล่อยปละละเลย