เผยแพร่: ปรับปรุง: โดย: ผู้จัดการออนไลน์
ศูนย์ข่าวศรีราชา – สุดอั้น! ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำแข็งใน จ.จันทบุรี ประกาศปรับราคาขายในรอบ 15 ปี หลังค่าไฟพุ่งกระฉูด ขณะผู้ผลิตน้ำดื่มเมืองศรีราชา จ.ชลบุรี เผยหากรัฐยังปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้อาจได้เห็น SMEs ทยอยปิดตัว
จากกรณีที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานเตรียมที่จะพิจารณาทบทวนและปรับเพิ่มค่าไฟฟ้าผันแปร หรือค่าเอฟที (Ft) งวดเดือน ก.ย.-ธ.ค.2565 โดยมีแนวโน้มปรับราคาเพิ่มสูงถึง 90-100 สตางค์ต่อหน่วย และจากแนวโน้มดังกล่าวอาจทำให้ค่าไฟฟ้าต้องปรับเพิ่มสูงขึ้นถึงเกือบ 5 บาทต่อหน่วย ในช่วง 4 เดือนที่เหลือของปี 2565 จากปัจจุบันค่าไฟอยู่ที่ประมาณ 4 บาทต่อหน่วย
ทั้งนี้ เป็นผลจากต้นทุนค่าเชื้อเพลิงจากก๊าซธรรมชาติเหลว หรือแอลเอ็นจี (LNG) ที่นำเข้าเพื่อทดแทนก๊าซธรรมชาติต้นทุนต่ำในอ่าวไทยยังมีแนวโน้มราคาสูงต่อเนื่องตั้งแต่เดือน พ.ค.65 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน
วันนี้ (2 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก นายคเชนทร์ กิตติธาดา เจ้าของโรงน้ำแข็งใน ต.จันทนิมิต อ.เมือง จ.จันทบุรี ว่าหลังจากที่สมาคมผู้ประกอบการผลิตน้ำแข็งในเขต อ.เมืองจังหวัดจันทบุรี ได้ประชุมร่วมกันเกี่ยวกับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานไฟฟ้า รวมทั้งวัตถุดิบในการผลิตถุงพลาสติกบรรจุที่ปรับราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้สมาคมจำเป็นต้องขอปรับราคาน้ำแข็งในรอบ 15 ปีเพื่อให้เป็นไปตามกลไกทางการตลาด
โดยจะขอปรับราคาน้ำแข็งหลอดใหญ่จากเดิมถุงละ 25 บาท เป็นถุงละ 30 บาท น้ำแข็งหลอดจิ๋วเดิมถุงละ 30 บาท เป็นถุงละ 35 บาท น้ำแข็งหลอดบดถุงใสเดิม 30 บาท ปรับเป็นถุงละ 35 บาท และน้ำแข็งโม่ซึ่งเดิมขายเป็นกระสอบๆ ละ 40 บาท จะปรับเป็นกระสอบละ 45 บาท โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา
“หลังปรับขึ้นราคาประชาชนบางส่วนเข้าใจและรับได้เพราะรู้ถึงสถานการณ์สินค้าทุกชนิดที่มีราคาสูงขึ้น แต่ลูกค้าบางกลุ่มบ่นว่าราคาน้ำแข็งแพงเกินไป แต่ถึงอย่างไรการปรับราคาในครั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามกลไกของราคาสินค้าและการผลิตจริงๆ” เจ้าของโรงน้ำแข็งใน จ.จันทบุรี กล่าว
ผู้ผลิตน้ำดื่มเมืองศรีราชา จ.ชลบุรี ชี้ค่าไฟขึ้นกว่าเท่าตัว สุดท้ายอาจต้องขอยุติการผลิตชั่วคราว
สอดคล้องกับ นายธีรพงษ์ เอื้อจิรกาล หรือ เสี่ยพงษ์ เจ้าของร้านเสาวณีย์ค้าส่งค้าปลีกแหลมฉบัง และยังเป็นผู้ผลิตน้ำดื่มตรา “เสาวณีย์” ที่มีกลุ่มลูกค้าเป็นสถานประกอบการและสถานบริการในเขต ต.แหลมฉบัง อ.ศรีราชา และเมืองพัทยา จ.ชลบุรี บอกว่า การแข่งขันในธุรกิจน้ำดื่มของ จ.ชลบุรี ค่อนข้างสูงจากจำนวนผู้ประกอบการรายใหม่ที่เกิดขึ้นมาก
ทำให้ในวันนี้ จ.ชลบุรี มีโรงงานผลิตน้ำดื่มมากกว่า 500 โรง จากความเป็นเมืองเศรษฐกิจ ซึ่งเมื่อการแข่งขันสูงจึงเกิดการแข่งขันด้านราคาทั้งที่ในความเป็นจริงราคาขายน้ำขวดต่อโหลน่าจะอยู่ที่ 28-29 บาท แต่ในวันนี้ราคาขายในตลาดถูกกดเหลือเพียง 25-26 บาทต่อโหล เพื่อให้สามารถขายได้ ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กต้องตรึงราคาขายตามเพื่อให้อยู่รอด
“แต่ปัจจัยที่เพิ่มขึ้นในตอนนี้คือค่าไฟที่มันโดดเกินไป จากเดิมที่เรามีต้นทุนค่าไฟต่อเดือนเพียง 2 หมื่นกว่าบาท จากกำลังผลิตเพื่อป้อนตลาดประมาณ 1 แสนขวดต่อเดือน แต่ตั้งแต่เดือน พ.ค.เป็นต้นมา ค่าไฟเริ่มทยอยขึ้นเป็น 3 หมื่นบาท และเดือน ก.ค.พุ่งเป็น 5 หมื่นบาท ทั้งที่ปริมาณการผลิตและระบบการผลิตเรายังเป็นเช่นเดิม”
นายธีรพงษ์ บอกว่าหากในเร็วๆ นี้ค่าไฟปรับสูงถึง 5 บาทต่อหน่วย เชื่อว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอี หากไม่ขยับหรือปรับตัวจะอยู่ไม่ได้อย่างแน่นอน และสุดท้ายผู้ประกอบการรายย่อยอาจต้องเลิกกิจการ หรือบางรายที่ยังมีความเป็นห่วงพนักงานและเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตอาจจำเป็นต้องขอยุติการผลิตเป็นการชั่วคราว
“วันนี้อยากให้ผู้ประกอบการผลิตน้ำดื่มใน จ.ชลบุรี มีการรวมตัวกันเป็นสมาคมเพื่อจะได้ช่วยเหลือกัน และมีการพูดคุยเรื่องราคาขายซึ่งเป็นราคากลางเพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถอยู่ได้ เพราะทุกวันนี้ค่าน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นทำให้รายเล็กต้องตัดเส้นทางส่งที่ไกลออกไปเพื่อให้สามารถรักษาระดับต้นทุนการผลิตไว้ได้” ผู้ผลิตน้ำดื่มตรา “เสาวณีย์” กล่าว