สนามข่าวเสาร์-อาทิตย์ – เกิดเหตุชายอายุ 45 ปี ถือมีดจะเข้าไปแทงคู่อริ แต่ถูกอีกฝ่ายใช้อาวุธปืนยิงสวนกลับมาจำนวนหลายนัด เป็นเหตุทำให้ชายอายุ 45 ปีเสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ
ตำรวจ สภ.พานทอง ได้รับแจ้งเหตุยิงกันเสียชีวิตที่บ้านหลังหนึ่ง ในตำบลบางนาง อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี หลังได้รับแจ้งจึงเดินทางเข้าไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่กู้ภัย และแพทย์เวรโรงพยาบาลพานทอง ที่เกิดเหตุเป็นบ้าน 2 ชั้นครึ่งไม้ครึ่งปูน บริเวณหน้าประตูบ้าน พบร่าง นายวิวัฒน์ อำไพ อายุ 45 ปี นอนเสียชีวิตจมกองเลือด โดยในมือถือมีดปลายแหลมอยู่ ตามร่างกายถูกยิงด้วยอาวุธปืนรวม 6 นัด และพบลูกกระสุนปืนไม่ทราบขนาดตกอยู่ข้างกายผู้เสียชีวิตอีก 1 หัว โดยผู้ก่อเหตุ คือ ชายอายุ 35 ปี ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน หลังก่อเหตุได้หลบหนีไป
ชายอายุ 41 ปี น้าของผู้ก่อเหตุ เล่าว่า ผู้ก่อเหตุได้ส่งข้อความมาบอกว่า ถูกผู้เสียชีวิตเข้ามาด่าทอถึงในบ้าน และสุดที่จะทนกับพฤติกรรมแล้ว จึงคุยกันว่าควรไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ แต่ระหว่างทางคิดได้ว่าหากแจ้งความไปผู้เสียชีวิตคงจะถูกจับ ด้วยความที่เป็นญาติกันจึงตัดสินใจเลี้ยวรถกลับบ้าน ก่อนจะมาทราบว่าผู้เสียชีวิตได้มาเจอผู้ก่อเหตุที่บ้านญาติซึ่งอยู่ติดกัน และปรี่เข้าไปเพื่อที่จะทำร้าย โดยในมือถืออาวุธมีด ทำให้ผู้ก่อเหตุชักอาวุธปืนออกมายิงที่ขาผู้เสียชีวิตจำนวน 1 นัด แต่ผู้เสียชีวิตยังไม่หยุด จึงได้รัวยิงอีกหลายนัดจนล้มลง ก่อนหลบหนีไป
สอบถามหญิงอายุ 65 ปี แม่ของผู้ก่อเหตุ เล่าว่า ผู้เสียชีวิตเคยเข้ามาทำร้ายด้วยการนำน้ำมันมาราดตัวเธอ และจะจุดไฟเผา เคราะห์ดีที่ไฟไม่ติด แต่ก็ทำให้เธอได้รับบาดเจ็บ ก่อนที่ผู้ก่อเหตุจะถูกจับกุมดำเนินคดี เมื่อถูกปล่อยตัวออกมาก็มักจะมาหาเรื่องตะโกนด่าด้วยถ้อยคำหยาบคายและข่มขู่ท้าทายแทบทุกวัน
ด้านพ่อของผู้เสียชีวิตที่เดินทางมาที่เกิดเหตุ บอกว่า ไม่มีใครทราบว่าทั้ง 2 คน ทะเลาะกันเรื่องอะไร แต่ทั้งคู่เคยมีปัญหากันเรื่องยาเสพติด และครั้งนี้คาดว่าน่าจะเหมือนเช่นทุกเคย ซึ่งตัวเองจะไม่ให้อภัยและไม่ขอเจอผู้ก่อเหตุอีก
หลังเกิดเหตุไม่กี่ชั่วโมงผู้ก่อเหตุได้ติดต่อขอเข้ามอบตัวหลังถูกเจ้าหน้าที่กดดันอย่างหนัก ก่อนถูกคุมตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพยังที่เกิดเหตุ จากการสอบสวนเบื้องต้นผู้ก่อเหตุบอกเพียงว่าที่ทำไป เป็นการต้องป้องกันตัวเองและครอบครัว พร้อมทั้งยืนยันว่าจะไม่ขอโทษญาติของผู้เสียชีวิตหรือไปขอขมาศพโดยเด็ดขาด เมื่อทำแผนเสร็จตำรวจจึงนำตัวผู้ก่อเหตุขึ้นรถไปสอบสวนต่อที่โรงพัก ก่อนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป