ในช่วง “ดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์” ทางการเมือง หลังเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ดูเหมือน “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ขยับทำอะไรก็เป็นข่าว
ในกระบวนการ “เป็นข่าว” ที่ว่า เกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก
1) ตัวคุณชัชชาติกับทีม ทำให้ “เป็นข่าว” ผ่านการไลฟ์ และใช้เป็น “ต้นทุนคอนเท้นต์” ให้คนอื่นๆ นำไปทำซ้ำ ตัดเป็นคลิปสั้น สรรเสริญ ฯลฯ
2) สื่อมวลชน และมนุษย์ออนไลน์ซีกเชียร์การเมืองฝั่งชัชชาติ ขยายผล เพื่อ “ตีวัวกระทบคราด” ฟาดไปยังรัฐบาล
3) บรรดานักทำคอนเท้นต์เกาะกระแส ตามไปไลฟ์ เอาคลิปไลฟ์ไปตัด เผยแพร่ซ้ำไปซ้ำมาในแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อสร้างเรตติ้งให้แก่ช่องทางของตัวเอง
หลายอย่างจึงเป็นการ “อวย” กันเกินจริง และเช่นกัน ฝั่งกองแช่งก็ “จับผิด/ด้อยค่า” เกินจริงเช่นกัน กระนั้นก็ตาม ทั้งหมดที่ว่ามานี้ ทำให้ชื่อของชัชชาติอยู่ในกระแส อยู่ในพื้นที่ข่าวอยู่เสมอ และถึงขั้นถูกใช้เป็น “ไม้บรรทัด” วัดคุณภาพ “คนการเมือง” หรือ “ผู้นำทางการเมือง”ไปในที่สุด
1) นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ในฐานะผู้อำนวยการพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสชัชชาติฟีเวอร์จะส่งผลสะเทือนถึงพรรค พปชร.หรือไม่ ว่า กระแสดังกล่าวมองว่า เป็นบางพื้นที่ ถ้าเป็นใน กทม.ก็ต้องยอมรับ เพราะเขาทำพื้นที่ใน กทม.มาก่อน แต่ถ้าไปที่ จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นบ้านของตน ก็คิดว่า ตนฟีเวอร์ หรือถ้าไปภาคอีสาน หรือไป จ.ตรัง ที่เป็นบ้านของ นายชวน หลีกภัยประธานสภา ก็ต้อง ฟีเวอร์กว่า ขึ้นอยู่กับว่าเป็นพื้นที่ของใครเป็นที่ที่ชาวบ้านจับต้องได้และทำมวลชน หรือมีการประชาสัมพันธ์ อยู่ในพื้นที่นั้นๆ มาก่อน ทั้งนี้ ยอมรับว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม.เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ แสดงวิสัยทัศน์ที่ชาญฉลาดอยู่แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างต้องใช้เวลา ในอดีตเราก็เคยมีคนที่ฟีเวอร์แบบนี้หลายคน จึงขอให้ดูกันที่ผลลัพธ์จะดีกว่า
2) ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสวิจารณ์เปรียบเทียบการทำงาน 1 เดือนของผู้ว่าฯ กทม.กับการทำงานของผู้นำประเทศ ค่อนข้างมาก นายสุชาติ กล่าวว่า ถามว่า 1 เดือนที่ผ่านมา นายชัชชาติ ทำอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน แต่ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ผู้นำของเราทำอะไรบ้าง ต้องดูตรงนี้ ถ้าไม่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ใครจะเข้ามาควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ได้ดีขนาดนี้ ต้องมองว่า พล.อ.ประยุทธ์ ทำงานมามาก ทำมาหลายอย่าง แก้ปัญหาทุกมิติ ให้พูดทั้งวันก็พูดไม่หมด ฉะนั้น ทุกกระทรวง ทบวง กรม ต้องออกมาเพื่อช่วยกันพูดถึงผลงานที่ได้ทำมาแล้ว เช่น ทำให้การส่งออกสูงสุดในรอบ 30 ปี ขณะที่ประเทศอื่นเจ๊งกันหมด อย่างนี้ทำไมไม่ถามว่า นายกฯ ทำได้อย่างไร ต้องบอกว่านายกฯเก่งมาก เก่งที่สุดในโลก ทำไมสื่อมวลชนไม่ถามอย่างนี้
3) นายสุชาติกล่าวด้วยว่า “การออกไปตรวจพื้นที่ไม่ยาก แค่นั่งรถไปตรวจก็ได้ หรือออกไปกินข้าวกับเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยก็ไม่ยาก แต่ถามว่าทำอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน ขอให้กำลังใจให้แก้ปัญหารถไฟฟ้าสายสีเขียวให้ได้ก่อน และชื่นชมเรื่องนี้ที่เขากล้าตัดสินใจ กล้าแก้ปัญหา ถือเป็นความเด็ดเดี่ยว และหากทำได้จะเป็นผลงานชิ้นโบแดง การเลือกผู้นำที่เป็นผู้ว่าฯ หรือจะเลือกผู้นำของทั้งประเทศ เพราะผู้นำเป็นผู้คิดนโยบายแก้ปัญหาเฉพาะหน้า มองไปข้างหน้า ไม่ได้เป็นแค่ผู้นำ ที่ประชาชนมองว่า ทุ่มเทมาก ฝนตกน้ำท่วมลงไปเปิดท่อ มันไม่ใช่ ถ้าเป็นผมจะบอกว่า น้ำห้ามท่วมขยะตัน จะให้เวลาภายในหนึ่งสัปดาห์ จากนั้นจะลงไปดู อย่างนี้เรียกว่าเป็นนโยบายที่ผู้นำจะต้องทำ จึงขอให้ทุกคนเปลี่ยนความคิด ย้ำว่า เราไม่ได้ไปแตะต้อง เพราะไปแตะนิดนิดก็มีปัญหา แต่กำลังบอกว่าขอให้กำลังใจในการทำงาน”นายสุชาติ กล่าว
4) ขณะที่นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสายสื่อสารที่จะมีการพูดคุยกับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ว่า การจัดระเบียบสายสื่อสารแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือ ส่วนที่ทำร่วมกับทางการไฟฟ้า เพราะสายอยู่บนเสาไฟฟ้าและผู้บริการอินเตอร์เนตจะต้องรื้อสายที่ไม่ใช้ออก ซึ่งขณะนี้เขาก็ดำเนินการกันอยู่แล้ว ส่วนที่สอง คือต้องประสานกับผู้ว่าฯกทม.เพื่อเอาสายลงใต้ดิน เพราะเวลานำสายลงใต้ดินต้อง ขออนุญาตใช้ทางเท้า และ กทม.ดูแลอยู่ จึงต้องมีความร่วมมือกัน ฉะนั้น การสร้างสายสื่อสารใต้ดินจะต้องมีความร่วมมือกัน และมาดูว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ค่าใช้จ่ายเป็นอย่างไร โดยคนที่จะมาใช้ต้องจ่ายค่าเช่า ในการใช้บริการท่อด้วย ซึ่งผู้ใช้บริการจะกำกับดูแลด้วย สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โดยรัฐบาลมอบกสทช.เป็นเจ้าภาพเรื่องนี้อยู่แล้ว ตนก็เป็นตัวแทนของฝ่ายรัฐบาลที่มาประสานงานให้ สามารถนำท่อลงใต้ดิน และสายไฟฟ้าลงท่อใต้ดินให้ได้มากที่สุด
“ปัจจุบันนี้เทคโนโลยีเปลี่ยนไป คนมาใช้อินเตอร์เนตกันเยอะ และสายสื่อสารมีจำนวนมาก จึงทำให้มีจำนวนสายที่โยงบนเสาไฟฟ้ามาก ดูไม่สวยงาม ผมก็มองว่าควรที่จะมีการจัดระเบียบและนำลงใต้ดินในบางช่วงได้แล้ว ซึ่งปัจจุบันนี้มีระบบเทคโนโลยีที่ดีขึ้น และมีรายได้ที่ดีขึ้น เพื่อพี่น้องประชาชนภาครัฐก็น่าจะลงทุนในเรื่องนี้ได้ สมัยก่อนที่ทำยากเพราะต้องใช้งบประมาณที่สูง ไม่อยากให้เป็นภาระต่อผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ แต่ในวันนี้มีความพร้อมและมีคนใช้บริการจำนวนมาก สมควรแล้วที่จะนำลงใต้ดิน ทางนายกฯได้เป็นห่วงในเรื่องนี้มากจึงอยากจะแก้ปัญหาให้ได้ในรัฐบาลนี้” นายชัยวุฒิ กล่าว
เมื่อถามถึงกระแสของชัชชาติฟีเวอร์ จะทำให้การเมืองใหญ่ต้องขยับตามการทำงานของผู้ว่าฯ กทม.หรือไม่นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ตนว่าไม่เกี่ยวกัน ทางเราก็ทำงานของเราอยู่แล้ว แต่ต้องยอมรับว่าทางนายกฯ คณะรัฐมนตรี รวมถึงศูนย์ราชการต่างๆ ที่ทำงาน ก็อาจจะประชาสัมพันธ์หรือสื่อสารไม่ได้เก่งเท่านายชัชชาติ เพราะเขาอาจจะมีการชำนาญในเรื่องของการสื่อสาร แต่เราก็จะปรับปรุงในการประชาสัมพันธ์ให้ดีขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ว่ารัฐบาลได้ทำอะไรไปบ้าง เช่น การจัดระเบียบสาย ที่มีสื่อมวลชนได้ช่วยกันนำเสนอ และมีการนำมาทำได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งการนำสายไฟลงใต้ดินนั้นเป็นเรื่องของรัฐบาล และรัฐบาลก็ทำมาโดยตลอด เช่น เกาะรัตนโกสินทร์ ที่ทำเสร็จมานานแล้ว สุขุมวิทตั้งแต่ซอย 1-77 ก็นำลงใต้ดินทั้งหมดแล้ว การจะให้ทำ 100 เปอร์เซ็นต์ ก็ต้องใช้เวลา เพราะใช้งบประมาณมหาศาล ขณะเดียวกันถ้าพี่น้องประชาชนมีปัญหา หรือมีความเดือดร้อนในเรื่องต่างๆ ขอให้ติดต่อผ่านช่องทางต่างๆ ที่เรามี เราจะได้ลงไปดูแล แต่ต้องยอมรับว่ารัฐบาลอาจจะประชาสัมพันธ์สู้นายชัชชาติไม่ได้
วิเคราะห์ :
1. นายสุชาติพูดถูกครึ่งหนึ่งว่า ในแต่ละพื้นที่ก็จะมีคนที่ผู้คนนิยมชมชอบต่างกันไป แต่ชัชชาตินั้น เป็นปรากฏการณ์ชื่นชอบแบบสากล คือชอบไปทั่ว ลองให้ชัชชาติไปเดินชลบุรีวันนี้สิครับ คนก็แห่มาขอถ่ายรูปกันอุตลุด เมื่อเทียบกับนายสุชาติ แต่นั่นไม่ได้แปลว่า คนในพื้นที่จะไม่เลือกนายสุชาติเป็นผู้แทน การปลาบปลื้ม ชื่นชอบ ตื่นเต้นที่ได้เจอ ในโลกยุคที่ทุกคนต้อง “หารูปไปโพสต์” ในโซเชียลมีเดีย ผู้ว่าฯชัชชาติ ซึ่งขณะนี้คือ ซูเปอร์สตาร์ ย่อมมีกระแสฮือฮาแน่นอน
2. แต่ชัชชาติกับทีมก็ฉลาด ไม่ได้แค่เล่นบท “ซูเปอร์สตาร์”ไปวันๆ แต่ใส่ “เนื้อหา” ลงไปใน “ความโด่งดัง” หรือ “เป็นที่สนใจ” นั้นด้วย เนื้อหาที่ว่า หลักๆ คือ วิสัยทัศน์ เมื่อไปวิ่ง ไปดูดนตรี ไปกินข้าวกับพนักงานกวาดถนน ไปตรวจน้ำท่วม ฯลฯ ก็มีคำพูดหรือคำให้สัมภาษณ์แก่สื่อในเชิง“วิสัยทัศน์ผู้นำ” ซื่อตรงคือ “ราคาที่แท้จริง” เป็นทั้งราคาทุนและ “มูลค่าเพิ่ม” ได้พร้อมๆ กัน
3. ตรงนี้เองที่จะต่างจาก พล.อ.ประยุทธ์ ที่เวลาลงพื้นที่ท่านจะมีสไตล์ของท่านต่างไป คือท่านคุยแบบสนุกๆ คุยเล่นกับชาวบ้าน คุยกับม้า คุยกับปู คุยกับนานาสัตว์มาเกือบครบชนิดละ ก็เป็นเสน่ห์เฉพาะตัว ที่คนไม่ชอบอาจมองว่าไร้สาระ ตลก ปัญญาอ่อน หรือจะสรรหาคำไหนมาจิกมาแซะ มาด่า ก็ว่ากันไป
4. ส่วนชัยวุฒิที่บอกว่า รัฐบาลก็ทำอะไรมามาก แต่ประชาสัมพันธ์ไม่เก่งเท่า อันนี้ก็จริง จริงจนคนต้องไปสืบเสาะดูว่า ตั้งงบประชาสัมพันธ์กันไว้เท่าไหร่ แล้วเกิดอาการเสียดายกันขึ้นมาทันที
5. ยุคนี้เป็นยุค “ถูกใจ” นำทุกเรื่องครับ คนที่ถูกใจ พูดเรื่องราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้ากลับมากลับไปก็ไม่ผิด คนไม่ถูกใจ นั่งเฉยๆ อยู่กับลมหายใจก็ยังผิด
6. กระนั้นก็ตาม “ชัชชาติ” กำลัง“ดิสรัปต์” คือ คุกคามและเร่งรัดให้ทุกคนพัฒนาตัวเองให้เทียบเท่าหรือดีกว่า
การมีชัชชาติฟีเวอร์เกิดขึ้นมาในแวดวงการเมืองจึงไม่ใช่เรื่องเลว
7. ชัชชาติมีทีมที่ดี มีแผนการที่แม่นยำ รู้จุดแข็งของตัวเอง และความหลากหลายของคอนเท้นต์ใน กทม. เขาจึง “เล่น” กับมัน และเล่นแบบ “หลากประเด็น”เสียด้วย ทั่งเปิดแอปรับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้านถ่ายทอดสดการประชุมสภา กทม. ให้คนเห็นการทำงาน ไลฟ์เวลาลงพื้นที่ เป็นผู้นำที่เป็นกันเองกับบุคลากรชั้นผู้น้อย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ประชาธิปไตย ฯลฯ เรียกว่าชัชชาติ “เล่น” กับทุกเรื่อง ในท่ามกลาง “กระแส”ที่อยู่ในช่วงขาขึ้น ยิ่งทำให้การนั่งชม “ชัชชาติ” เป็นเรื่องเพลิดเพลิน สนุก และว้าว!
8. ถามว่า ถ้าทีมของรัฐบาลอ่านกลยุทธ์พวกนี้ออก ทำเป็น ทำได้ จะได้ผลเท่าชัชชาติไหม ก็ต้องถามต่อไปว่า แล้ว “ผู้เล่น” เป็นใคร เป็น “ดารา” ที่คนกำลังสนใจ หรือเป็น “ดาราขาลง” จะให้เขาเล่นบทไหน เขาเล่นเป็นไหม ใช่ตัวเขาไหม
ไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับการรู้จักตัวเอง รู้ว่าอะไรเป็นจุดเด่น อะไรเป็นจุดด้อย หากจะเล่น ควรจะเล่นอย่างไร เล่นแค่ไหน เล่นให้ใครดู
ไม่ต้องเล่นเหมือนที่ชัชชาติเล่น แต่ต้องเรียนรู้การเล่นของชัชชาติ แล้วไปหาบท หาการเล่าเรื่องของตัวเองให้เจอ!!