Chonburi Sponsored

“นิรันดร์” ก้มกราบกลางเวทีปราศรัย ช่วยสินธ์ไชยหาเสียงชิงเก้าอี้นายกเมืองพัทยา

Chonburi Sponsored
Chonburi Sponsored

วันที่ 21 พ.ค. 2565 เวลา 08:04 น.

เมืองพัทยา-นิรันดร์ช่วยสินธ์ไชย น้องชายชิงเก้าอี้นายกเมืองพัทยาก้มกราบกลางเวทีปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้ายวอนยุติการซื้อสิทธิ์ขายเสียง

นายนิรันดร์ วัฒนศาสตร์สาธร อดีตนายกเมืองพัทยา ประธานที่ปรึกษากลุ่ม “พัทยาร่วมใจ” พร้อมด้วย นายสินธ์ไชย วัฒนศาสตร์สาธร ผู้สมัครนายกเมืองพัทยาเบอร์ 4 นำกลุ่มผู้สมัครสมาชิกสภาเมืองพัทยาทั้ง 4 เขตเลือกตั้ง หมายเลข 13-18 เปิดเวทีปราศรัยหาเสียงกับพี่น้องประชาชนเป็นนัดสุดท้าย ณ เวที กลานเอนกประสงค์ห้างห้างสรรพสินค้าไมค์ช้อปปิ้งมอลล์ ถนนพัทยาสาย 2 อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยพบว่ามีบรรดากลุ่มผู้สนับสนุน ตัวแทนจากภาคธุรกิจเอกชน ตัวแทนชุมชน และประชาชนเข้าร่วมรับฟังจำนวนกว่า 300 คน

นายนิรันดร์ วัฒนศาสตร์สาธร อดีตนายกเมืองพัทยา ที่กล่าวย้อนถึงประสบ การณ์การทำงานทางด้านการเมืองมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2532 กระทั่งยุติบทบาทไปเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่จากปัญหาที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองที่ดูทีท่าแล้วจะแก้ไขไม่มีวันจบสิ้น มิหนำซ้ำตลอดหลายปีทผี่ผ่านมายังไม่มีผู้บริหารที่เป็นคนท้องถิ่นโดยแท้ที่รับรู้ถึงปัญหาและความเจ็บปวดของคนพัทยาเป็นอย่างดีเข้ามาช่วยในการดูแลแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงมีเสียงเรียกร้องจากพี่น้องประชาชนให้กลับมาช่วยดูแลเมืองพัทยาอีกครั้ง เพื่อเกียรติของครอบครัวและเพื่อเมืองพัทยาบ้านเกิด จึงมีการรวมตัวของกลุ่มคนในท้องถิ่นที่มีการคัดกรองบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ มาจัดตั้งเป็น “กลุ่มพัทยาร่วมใจ” เพื่อมาร่วมกันทำงานให้เมืองพัทยาดีขึ้นกว่าเดิมหรือไม่ทำลายตัวเอง โดยมีปรัชญาการทำงานเพียง 3 ข้อหลักๆ ได้แก่ 1.ต้องดูแลภาคประชาชนไม่ให้ได้รับความเดือดร้อนอย่างทั่วถึง ไม่ใช่เพียงการนั่งสั่งการแต่เพียงบนหอคอยงาช้างเท่านั้น แต่ต้องลงถึงพื้นที่เท่าถึงประชาชนในทุกสาขาอาชีพ และฐานะ 2.การบริหารงานที่ชัดเจน โปร่งใส เป็นธรรม และเกิดประโยชน์ อย่างในสมัยที่ยังดำรงตำแหน่ง อาทิ การดำริสร้างโรงพยาบาลเมืองพัทยา การจัดทำถนนเลียบทางรถไฟ การดำริจัดตั้ง รร.มพย.11 หรือจุดชมวิว Pattaya City เป็นต้น แต่ทุกวันนี้มีการปล่อยให้หน่วยงานต่างๆเข้ามาทำงานในพื้นที่ทั้งการขุดเจาะ ทำถนน ฟุตปาธ เสาไฟฟ้า แม้กระ ทั่งการปรับภูมิทัศน์ชายหาดที่มีการต้นต้นหูกวางอายุหลายสิบปีออกโดยฟังเสียงจากประชาชนไม่ครอบ คลุมทุกกลุ่มอาชีพ กระทั่งปัจจุบันโครงการยังไม่ได้รับการจัดสร้างอย่างต่อเนื่อง แน่นอนถูกต้องว่าโครง การเหล่านี้ในอนาคตจะทำให้เมืองพัทยามมีความเจริญเจริบโตและทันสมัย แต่การจะทำโครงการใดก็ควรจะมีการเจรจาพูดคุยกับทั้งเจ้าของโครงการและประชาชนที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมด้วย

นายนิรันดร์ กล่าวว่าทกวันนี้การลงพื้นที่หาเสียงกับทีมมาตลอดระยะเวลานับเดือน สิ่งเดียวที่ได้ยินมากที่สุดคือคำว่า “เบื่อ”กับปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ทั้งการขุดเจาะ น้ำท่วม น้ำพเน่าเสีย การจราจร ฟุตปาธทางเท้า สภาพถนน ฝ่าท่อระบายน้ำ ฯลฯ นี่เป็นเพราะที่ผ่านมาการรับฟังเสียงจากประชาชนยังไม่เพียงพอจึงทำให้เกิดความเดือดร้อนขึ้น

ดังนั้นหากทีม “พัทยาร่วมใจ” มีโอกาสเข้าไปทำงานในครั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องให้ประชาชนเข้ามาส่วนร่วมในการบริหารบ้านเมืองของตัวเอง ไม่ต้องไปพึ่งหรือยืมมือใครดม แต่ที่ขาดไม่ได้และขอกราบวิงวงอนพี่น้องด้วยหัวใจคือปัญหา “การซื้อสิทธิ์ขายเสียง” ที่ตอนนี้มีกระแสค่อนข้างมาก เรื่องนี้หากประชาชนไม่ควรปล่อยปละละเลยและต้องให้ความใส่ใจอย่างจริงจังอย่าปล่อยให้ปัญห้าเหล่านี้เข้ามาครอบงำเราได้อีก เพราะไม่เช่นนั้นบ้านเมืองพัทยาก็จะเป็นแบบนี้ตลอดไป งเวลาแล้วที่พวกเราชาวพัทยาที่จะต้องร่วมไม่ ร่วมมือกันเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองไปในทิศทางทีดีขึ้นและถูกต้อง พร้อมกันนนาย นายินัรนดร์ วัฒนศาสตร์สาธร อดีตนายกเมืองพัทยา ได้ก้มลงกราบกับพื้นต่อหน้าพี่น้องประชาชนนับร้อยคนท่ามกลางเสียงตบมืออย่างหนาแน่น

ขณะที่นายสินธ์ไชย วัฒนศาสตร์สาธร ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา เบอร์ 4 กลุ่มพัทยาร่วมใจ กล่าวว่าการลงพื้นที่หาเสียงก็คงมีแต่คำว่า “เบื่อ” เข้ามาให้ยินตลอด เพราะคนส่วนใหญ่มองว่าคนทำงานก็คนกลุ่มเดิมๆ ไม่เปลี่ยนแปลง ทำงานแบบเดิมๆ ใช้งบประมาณแบบไม่ค่อยจะมีประสิทธิภาพมากนัก ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าจำเป็นเพราะการทำงานทุกอย่างต้องมีระเบียบแบบแผน นโยบายทุกอย่างต้องเปิดกว้าง มาจากความคิดของคนหลายกลุ่ม ที่สำคัญคือประชาชนที่ต้องการความสะดวกสบายมากที่สุด ดังนั้นนโยบายของกลุ่มพัทยาร่วมใจจึงเป็นนโยบายที่มาจากกลุ่มคน ทุกเพศ ทุกวัย ทุกสาขาอาชีพ ที่เอามาสอดประสานรวม กันเพื่อให้ได้ตรงใจและเกิดประโยชน์แก่บ้านเมืองสูงสุด โดยในส่วนของทีมจะมี 2 ด้านหลัก คือ 1.นโยบายเร่งด่วนภายใน 90 วัน หากๆได้รับการเลือกตั้ง อาทิ น้ำท่วม ขุดเจาะ น้ำท่วม น้ำเสีย การพัฒนาเกาะล้าน เป็นต้น ส่วนด้านที่ 2.หากมีโอกาสได้เข้าไปทำงาน แน่นอนต้องเป็นการเมืองที่สะอาด สุจริต โปร่งใส ไร้ปัญ หาคอรัปชั่น ด้วยทุกคนในทีมงานเป็นคนท้องถิ่นที่รักบ้านเกิดและต้องการให้เมืองพัทยาเจริญไปอย่างยั่ง ยืน ที่สำคัญกลุ่มพัทยาร่วมใจเป็นกลุ่มคนทำงานที่ไม่มีใครหนุนหลัง ไม่อยู่ใต้อานัติใครที่จะมาสั่งซ้าย สั่งขวา หรืออยู่ภายใต้สังกัดพรรคการเมืองใด ดีงนั้นการทำงานจึงเป็นอิสระเพียงแต่จะมีประชาชนเป็นกระ บอกเสียงสำคัญในการสะท้อน นำเสนอ และมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาเท่านั้น

นายสินธ์ไชย กล่าวต่อไปว่าในช่วงปี 2563 ถือว่าประเทศไทยประสพกับปัญหาการแพภร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างหนัก จนสภาพเศรฐกิจโดยรวมและเมืองพัทยาเสียหายอย่างรุนแรง แต่ปรากฏว่าช่วงเวลดังกล่าวกับเป็นภาคธุรกิจเอกชน และภาคประชาชน ผู้ประกอบการ ต้องร่วมมือกันต่อสู่ด้วยตนเองในการแก้ไขปัญหาโดยไม่มีท้องถิ่นเข้ามาสนับสนุนเท่าที่ควรจะเป็น ซึ่งเรื่องเศรษฐกิจนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญที่หล่อเลี่ยงชาวพัทยามาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะการท่องเที่ยวจึงจะเป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้ ทุกกิจกรรม ทุก Event จะต้องได้รับการกลั่นกรองว่าเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง ไม่ใช่มีแต่โครงงการหรือยัดงบประมาณลงไปพัฒนาและปล่อยให้เป็นปัญหาอย่างหลายโครงการที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน อีกสิ่งทีสำคัญคือวิถีชุมชน กลุ่มประมงพื้นบ้าน และอื่นๆที่ต้องร่วมกันรักษาไว้ รวมทั้งแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญทางธรรมชาติ ไม่ใช่เอาแต่โครงงการหรือโครงสร้างที่เป็นอิฐ หิน ปูน ทราย เข้าไปจัดทำ เพราะเมืองพัทยาเป็นเมืองที่มีอัตลักษณ์ที่ควรแค่แก่การรักษาไว้ และหากได้เข้าไปทำงานก็ต้องบอกให้ทราบว่า “ไม่ใช่การขายฝัน แต่เป็นวถีการชี้วัด ของคนทำงาน ของคนพัทยา คนที่รู้ปัญหา และคนที่รักบ้านเกิด

Chonburi Sponsored
อำเภอ บางละมุง

อำเภอบางละมุงแต่เดิมมีฐานะเป็นเมืองบางละมุง ตั้งอยู่ที่บ้านบางละมุง ตำบลบางละมุง จนถึง พ.ศ. 2444 ได้ยุบเมืองบางละมุงเป็นอำเภอขึ้นต่อจังหวัดชลบุรี โดยมีที่ว่าการอำเภอตั้งอยู่บริเวณริมคลองนกยาง ซึ่งขณะนั้นบริเวณดังกล่าวเป็นท่าน้ำที่สำคัญทั้งทางด้านการคมนาคมและเป็นที่ชุมนุมของเรือสินค้าต่าง ๆ ต่อมาคลองนกยางตื้นเขินไม่สะดวกต่อเรือสินค้าต่าง ๆ จะล่องเข้าออก ทั้งสภาพพื้นที่ไม่เหมาะสมที่จะขยายชุมชนให้กว้างขวาง นายอำเภอสมัยนั้น คือ นายเจิม (ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยาสัตยานุกูล) จึงย้ายที่ว่าการอำเภอไปตั้งที่ใหม่บริเวณริมทะเลในตำบลนาเกลือ เมื่อ พ.ศ. 2452