ใครเป็นใครในการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา – BBC News ไทย

  • ชัยยศ ยงค์เจริญชัย
  • ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

เลือกตั้งเมืองพัทยา

คนบ้านใหญ่, อดีตข้าราชการหัวเก่า, นายกหุ่นเชิด, ตัวแทน คสช. คือภาพจำของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกเมืองพัทยาประจำปี 2565 ที่ชาวพัทยานึกถึง เป็นการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาครั้งแรกในรอบ 10 ปี หลังจากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยึดอำนาจเข้ามาบริหารประเทศ ระงับการเลือกตั้งทุกระดับทั่วประเทศ แล้วแต่งตั้งบุคลเข้าบริหารองค์กรส่วนท้องถิ่นแทน รวมถึงพัทยา

ชาวบ้านหลายคนชินกับการบริหารเมืองจาก “คนบ้านใหญ่” หรือคนในเครือข่ายของตระกูลคุณปลื้ม ที่พวกเขาคุ้นเคย ในขณะที่คนชนชั้นกลางและคนรุ่นใหม่อยากจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของการเมืองท้องถิ่นที่ไม่ต้องพึ่งระบบอุปถัมภ์เหมือนที่เคยเป็นมากว่า 40 ปี

การเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาในครั้งนี้มีผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งที่เป็นตัวแทนของคนแต่ละช่วงอายุและกลุ่มคนที่มีความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกัน ซึ่งการแย่งชิงเก้าอี้พ่อเมืองพัทยาในครั้งนี้ถึงจะมีขาประจำที่เป็นตัวแทนของบ้านใหญ่ แต่ก็ยังมีนักการเมืองเลือดใหม่ที่เป็นตัวแทนของชนชั้นกลางและคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมแข่งขันเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เมืองพัทยา

ที่มาของภาพ, Napat Wesshasartar

ความเป็นมาของพัทยากับการรวมศูนย์อำนาจ

เมืองพัทยาได้รับการยกฐานะมาจากสุขาภิบาลนาเกลือ และกลายมาเป็นเขตปกครองพิเศษในปี 2521 ซึ่งในช่วงแรกได้ใช้ระบบให้มี “ผู้จัดการเมือง” โดยทีมบริหารมาจากการเลือกตั้งกึ่งหนึ่งและการแต่งตั้งอีกส่วนหนึ่ง

ความตั้งใจแรกของการจัดตั้งระบบนี้มาคือต้องการให้ผู้บริหารเมืองพัทยาปลอดการเมือง แต่สถานการณ์ไม่เป็นเช่นนั้น จึงเปลี่ยนระบบให้มาเป็นการเลือกตั้งทั้งหมด โดยเมืองพัทยาได้มีการเลือกตั้งครั้งแรกในปี 2542 เรื่อยมาจนมาถึงการเสียงเลือกตั้งนายกเมืองครั้งสุดท้ายในปี 2555 และหลังจากนั้นนายกเมืองมาจากการแต่งตั้งของ คสช. จนถึงคนล่าสุด

พัทยาเป็นองค์กรการปกครองท้องถิ่นแบบพิเศษเหมือนกรุงเทพมหานคร แต่มีพื้นที่อยู่เพียง 54 ตารางกิโลเมตร และมีงบบริหารเมืองปีละ 2,000 ล้านบาท แต่ปัญหาของเมืองพัทยามีมากมายกว่า กทม. หลายเท่า นักวิเคราะห์มองว่า การที่ถูกบริหารอยู่ภายใต้รัฐราชการ และระบบราชการที่เข้มเกินไป ที่ทำให้อำนาจของนายกเมืองมีอย่างไม่เต็ม

รศ. ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว แห่งคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา และผู้เชี่ยวชาญด้านการปกครองท้องถิ่นบอกกับบีบีซีไทยว่า การเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาครั้งนี้มีผลกับการเลือกตั้งทั่วไปของทั้ง จ.ชลบุรี เพราะว่า ในรอบกว่า 40 ปี การเมืองของ จ.ชลบุรี มีลักษณะเป็น “การรวมศูนย์อำนาจ” ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลทางการเมืองของตระกูล “คุณปลื้ม” ที่สร้างเครือข่ายอำนาจเอาไว้ในทุกระดับของพื้นที่ทางการเมือง ตั้งแต่ระดับรากหญ้า ได้แก่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน องค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด และเมืองพัทยา และใช้ฐานตรงนี้ในการทำงานการเมืองระดับชาติ

รศ. ดร.โอฬารอธิบายว่า หลังจากที่กำนันเป๊าะเสียชีวิตเมื่อปี 2562 การจัดสรรอำนาจไม่ลงตัว แบ่งออกเป็น 3 ขั้วอำนาจ ได้แก่ กลุ่มของลูกชายกำนัน กลุ่มของนายสุชาติ ชมกลิ่น ที่เติบโตขึ้นหลังการรัฐประหาร 2557 และกลุ่มที่เป็นคู่ปรับตลอดกาลกับตระกูลคุณปลื้ม เช่น ตระกูลสิงโตทอง ของ นายณรงค์ สิงโตทอง ที่เคยเป็น สส. ชลบุรี เป็นคนที่มีบทบาททางการเมืองสูงโดยเฉพาะในแถบอำภอบ้านบึง บ่อทอง และพนัสนิคม

ที่มาของภาพ, Napat Wesshasartar

มุมมองคนรุ่นใหม่

กลุ่มตัวแปรทางการเมืองอื่น ได้แก่ คนรุ่นใหม่และชนชั้นกลางที่เติบโตขึ้น คนเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในโครงข่ายอุปถัมภ์ของตระกูลคุณปลื้มและนักการเมืองคนไหน เพราะกลุ่มชนชั้นกลางมีอาชีพ มีเงินเดือนที่มั่นคงที่ทำให้พวกเขามีเครือข่ายเฉพาะในการดูแลจัดการกัน ในเรื่องการเมือง พวกเขาจะพูดถึงความคาดหวังต่อนโยบาย ความคาดหวังต่อชุมชนที่ดี ชุมชนที่มีคุณภาพ ชุมชนที่น่าอยู่ ไม่มีการอ้างอิงกับตัวบุคคลเหมือนคนรุ่นเก่า

“กระแสการเมืองของคนรุ่นใหม่หลังปี 2557 เติบโตขึ้นมาก คนรุ่นใหม่รู้สึกว่าภาพจำทางการเมืองของชลบุรีเป็นภาพจำที่มีลักษณะของการเมืองที่มีความผูกขาดกับตระกูลเดียว ซึ่งพวกเขาไม่โอเคกับภาพจำนี้” ดร.โอฬารกล่าว

ดร.โอฬารอธิบายเพิ่มเติมว่าปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ปี 2562 โดยการเลือกตั้งครั้งนั้น มีเหตุการณ์สำคัญคือการยุบพรรคไทยรักษาชาติ ซึ่งส่งผลทำให้คะแนนของคนกลุ่มนี้ ซึ่งแต่เดิมอาจจะเลือกพรรคไทยรักษาชาติ หันกลับมาเลือกพรรคอนาคตใหม่

“นี่เป็นสัญญาณให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่มีปัญหากับภาพจำทางการเมืองแบบเดิม ทำให้สถานการณ์การเมืองเปลี่ยนทั้งโครงสร้างและเปลี่ยนตัวผู้เลือก แต่แน่นอนตัวผู้เลือกยังมีกลุ่มคนที่เป็นคนดั้งเดิมในพัทยา ตั้งรกรากที่นั่นเป็นคนที่นั่น หรือคนที่ไปอยู่ที่นั่นในชั้นรุ่นพ่อแม่ และรุ่นลูกกลายเป็นคนพัทยา”

ที่มาของภาพ, Napat Wesshasartar

การเมืองของคน 3 กลุ่ม

ลักษณะการตัดสินในลงคะแนนเสียงให้ใครของคนรุ่นเก่าจะอิงกับตัวบุคคล เพราะคนเหล่านี้ได้ประโยชน์จากเครือข่ายระบบอุปถัมภ์ เครือข่ายที่ต้องอิงกับนักการเมือง หรืออิงกับราชการเพื่อให้ตัวเองทำธุรกิจได้

แต่สำหรับกลุ่มที่เป็นชนชั้นกลางที่เพิ่งย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองพัทยา ไม่ได้มีความผูกพันกับนักการเมืองมากนัก คนเหล่านี้ทำธุรกิจ ประกอบกิจการ หวังผลต่อการพัฒนาเมืองที่เอื้อกับธุรกิจของตนเอง แต่ตอนนี้พัทยาถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่มีแผนในการพัฒนาเมืองที่ดี ไม่มีการสื่อสารที่ดี

กลุ่มถัดมาเป็นกลุ่มทางการเมือง เช่นกลุ่มคนเสื้อแดงเดิม และเป็นกลุ่มคนต่างจังหวัดที่เข้าไปอยู่ในพัทยา และเป็นฐานสำคัญสำหรับการเมืองของพรรคเพื่อไทย ซึ่งกลุ่มนี้อาจจะไม่พอใจกับกลุ่ม “บ้านใหญ่” เลยทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสะเปะสะปะ

“ซึ่งตอนนี้มีคนกลุ่มเดิมที่เลือกฐานแบบเดิม กลุ่มคนชั้นกลางที่ต้องการเมืองแบบใหม่ที่ต้องการคุณภาพ ไม่อิงกับตัวบุคคล และกลุ่มมวลชนทางการเมือง ซึ่งอาจถูกใช้เป็นกระบวนการในการเลือกใครคนใดคนหนึ่ง” ดร.โอฬารอธิบาย

“นอกจากนี้ยังมีคนรุ่นใหม่ นั่นเลยทำให้ผู้สมัครที่เป็นตัวแทนของกลุ่มการเมืองใหม่ ๆ เช่นกลุ่มก้าวหน้า มีบทบาทขึ้นมาเพราะว่าก่อนหน้านั้น เพราะพวกเขาบอกว่าเคยชนะการเลือกตั้งที่พัทยา ซึ่งจริง ๆ ถือว่าเป็นการกล่าวอ้างเกินไปเพราะการชนะเลือกตั้งของพรรคอนาคตใหม่ในตอนนั้นไม่ใช่เฉพาะในพัทยา แต่รวมพื้นที่อื่น ๆ ด้วย แต่ผู้สมัครจากคณะก้าวหน้าถือว่าไม่มีความสัมพันธ์ใด ๆ กับขั้วอำนาจทางการเมืองเลย ซึ่งเป็นสัญญาณต่อความคาดหวังของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในบริบทที่ผู้สมัคร”

วิเคราะห์จุดอ่อน-จุดแข็งผู้สมัคร

ดร.โอฬารอธิบายว่า ภาพรวมการแข่งขันรับเลือกตั้งเป็นนายกเมืองพัทยาในครั้งนี้มีความน่าสนใจมากทางด้านการเมืองท้องถิ่นของพัทยา ด้วยความหลากหลายในด้านขั้วอำนาจทางการเมือง ทำให้การเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาครั้งนี้เป็นที่น่าจับตามอง โดยตัวผู้สมัครเองสะท้อนให้เห็นโครงสร้างอำนาจอันแตกขั้ว

ที่มาของภาพ, ปรเมศวร์-เบียร์ งามพิเชษฐ์ Facebook

คำบรรยายภาพ,

นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ กลุ่มเรารักพัทยา เป็นตัวแทนจาก”บ้านใหญ่”

เบอร์ 1 นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ กลุ่มเรารักพัทยา เป็นตัวแทนบ้านใหญ่ เป็นคนที่มีต้นทุนที่ดี มีการศึกษาดี หน้าตาดี และเป็นคนที่มีความสุภาพนอบน้อมและเป็นที่รักของชาวบ้านมาก นอกจากนี้ยังทำงานในพื้นที่มาต่อเนื่องตั้งแต่รุ่นพ่อ และมีเครือข่ายข้าราชการ เครือข่ายนักการเมือง นอกจากนี้เขายังมีเครือข่ายนักธุรกิจ ซึ่งเป็นต้นทุนที่ดีของเขา แต่ข้อเสียคือพูดไม่เก่ง

“ถึงแม้คุณปรเมศวร์จะไม่ใช่ลูกหลานตระกูลคุณปลื้ม แต่ก็ยังถือว่าเป็นสายตรงของบ้านใหญ่ เพราะพ่อของคุณปรเมศวร์เป็นทีมงานของกำนันเป๊าะ และพื้นที่พัทยาเป็นพื้นที่ของเขา แม้จะเป็นตัวแทนของบ้านใหญ่ แต่ภาพลักษณ์ของเขา ไม่ถูกครอบงำจากบ้านใหญ่ เพราะความเป็นตัวของเขาเองและประสบการณ์การทำงานของเขา ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นตัวแทนของบ้านใหญ่ แต่เวลาที่ทำงานในพื้นที่ เขามีความเป็นปรเมศวร์” ดร.โอฬารอธิบาย

ถึงแม้จะเป็นคนของบ้านใหญ่ที่มีภาพลักษณ์เป็นลบและมีความเป็นนักเลง แต่พอมาถึงรุ่นลูกภาพเหล่านั้นหายไป รุ่นลูกของกำนันเป๊าะเต็มไปด้วยภาพของการสร้างงาน สร้างเครือข่ายและ การบริหารจัดการ

“ถ้าเราเชื่อว่าการสื่อสารทางการเมืองมีมากมายมากกว่าการพูด ลองเข้ามาที่ชลบุรีและดูภาพลักษณ์ทางการเมืองของคนบ้านใหญ่มักจะใช้สีสดใส ซึ่งเป็นสีที่มีนัยะทางการเมืองในการสร้างภาพลักษณ์ นอกจากนี้ทุกคนยังมีการศึกษา จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีการวางแผนเพื่อที่จะสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ครอบครัว เพราะเขารู้ว่าภาพนักเลงขายต่อในอนาคตไม่ได้” ดร.โอฬารกล่าวเสริม

ในปัจจุบันนักการเมืองจากบ้านใหญ่มีการบริหารจัดการภาพลักษณ์ใหม่ให้ดูมีความเป็นนักบริหาร แต่ในขณะเดียวกันคนในเครือข่ายก็ยังมีบางคนที่มีภาพลักษณ์ของผู้มีอิธิพลอยู่ เพราะยังมีชาวบ้านบางส่วนชอบบุคลิกนี้ แต่คนที่มาจากตระกูลคุณปลื้มจะไม่ฉายภาพลักษณ์นั้นอีก

“ต้องยอมรับว่า 40 ปีของทุนทางสังคมที่กำนันเป๊าะสร้างเอาไว้ มีคุณูปการต่อชลบุรีมาก ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญที่ทำให้เป็นเกราะที่เข้มแข็งให้กับรุ่นลูก” ดร.โอฬารกล่าว

ที่มาของภาพ, Napat Wesshasartar

คำบรรยายภาพ,

นายศักดิ์ชัย แตงฮ่อ ผู้สมัครอิสระ เป็นอดีตนายอำเภอที่ชาวบ้านคิดว่ามีวิธีการทำงานแบบราชการ

เบอร์ 2 นายศักดิ์ชัย แตงฮ่อ ผู้สมัครอิสระ อดีตนายอำเภอ ซึ่งลงคนเดียวและไม่มีทีม นักวิชาการคาดการณ์ไม่ได้ว่าเขาอยากจะชนะการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาจริง ๆ หรือว่าอาจแค่ต้องการลงไปวัดคะแนนนิยมเพื่อหวังผลต่อการเมืองครั้งหน้า

ตัวผู้สมัครเชื่อว่าการที่เคยเป็นอดีตนายอำเภอบางละมุง ทำให้เขามีความรู้ความสามารถ มีคนรักเยอะ นอกจากนี้เขาก็มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ แต่สิ่งที่สำคัญก็คือคือข้าราชการเมื่อลาออกจากราชการแล้วอาจจะไม่ได้รับความนับหน้าถือตาเหมือนในอดีตก็เป็นได้ ซึ่งหลาย ๆ คนวิเคราะห์ว่าเขาอาจจะวางแผนเอาไว้เพื่อการเลือกตั้ง สส.ในครั้งหน้า

โดยถึงแม้นายศักดิ์ชัย จะไม่ได้รับกระแสความนิยมมากเท่าผู้สมัครคนอื่น ๆ แต่จากการจัดดีเบตของผู้สมัคร 3 คนเมื่อ 7 พ.ค. ที่ผ่านมา ลีลาการตอบคำถามและการแสดงวิสัยทัศน์ของเขาทำให้ใครหลาย ๆ คนเปลี่ยนใจมาชื่นชอบ โดยเขาชูนโยบายความมีเครือข่ายและความใกล้ชิดกับทางฝั่งราชการ ซึ่งจะทำให้การประสานงานเป็นไปได้ง่ายขึ้น

เบอร์ 3 นายกิตติศักดิ์ นิลวัฒนโฒชัย คณะก้าวหน้าพัทยา มีวิธีคิดทางการเมืองของคนชั้นกลางอย่างชัดเจน ที่เชื่อว่าตัวบุคคลไม่มีความสำคัญเท่านโยบาย นายกิตติศักดิ์เปิดตัวทางการเมืองไม่เกิน 2 เดือนก่อนประกาศรับสมัครเท่านั้น โดยมีแนวคิดหลักว่าถ้านโยบายดี ตัวบุคคลไม่สำคัญมากเท่า

“ภาพจำของคุณกิตติศักดิ์ ที่เป็นตัวแทนของคณะก้าวหน้า ถูกทับโดยคุณธนาธรอีกที ซึ่งนี่คือจุดอ่อนของคณะก้าวหน้าและการทำงานการเมืองท้องถิ่น มันทำให้เกิดภาพความเป็นวันแมนโชว์ของคุณธนาธร และเขากลายเป็นศูนย์กลางของภาพลักษณ์ทางการเมืองซึ่งจากจุดแข็ง เมื่อมองอีกด้านหนึ่งก็เป็นจุดอ่อน” ดร. โอฬารอธิบาย

ที่มาของภาพ, Napat Wesshasartar

คำบรรยายภาพ,

นายกิตติศักดิ์ นิลวัฒนโฒชัย คณะก้าวหน้าพัทยา ถูกมองว่าภาพลักษณ์ของเขาถูกกลบไปด้วยภาพของนายธนาธร

จากการลงพื้นที่สัมภาษณ์ชาวบ้านที่มีวัฒนธรรมทางการเมือง และระบบคิดมีวิธีทางการเมืองที่อยู่ภายใต้ระบบการช่วยเหลือเกื้อกูลดูแลกัน ให้ความเห็นว่าการกระทำแบบของคณะก้าวหน้าดูเหมือนไม่ให้เกียรติคนพัทยา

ดร.โอฬาร อธิบายเอาไว้ว่า ถ้าเป็นนักการเมืองในท้องถิ่นจริง ๆ เมื่อพวกเขาจะทำงานการเมือง เขาจะเปิดตัวให้ชาวบ้านรู้จักเป็นปีก่อนจะเปิดรับสมัครเลือกตั้งเสียด้วยซ้ำ

“เหมือนกับมันใช้ความจริงใจเป็นตัวตั้งว่าต้องการทำอะไรให้ ต้องบอกชาวบ้านก่อนว่าจะมาทำอะไรให้บ้าง และสร้างความไว้ใจเบื้องต้นก่อนที่นำไปสู่การกากบาท โดยชาวบ้านเขามีฐานคิดว่าคนที่เขามีความไว้เนื้อเชื่อใจ จะเป็นคนที่พวกเขาพึ่งพาได้ ซึ่งเป็นวิธีคิดที่มันต่างกัน”

“นักการเมืองท้องถิ่นส่วนใหญ่ต้องการที่จะให้ถูกตรวจสอบ พวกเขาต้องการที่จะให้คนวิพากษ์วิจารณ์เพื่อหาจุดแข็งจุดอ่อนจุดแข็งจุดอ่อนและหาตัวตน เรียนรู้ชาวบ้าน รู้จักชาวบ้านรู้จักหัวจิตหัวใจของพวกเขา แต่ตรงนี้ต้องยอมรับว่าคณะก้าวหน้า ไม่มีมีความเข้าใจตรงจุดนี้เลย มันไม่รู้สึกว่ามันไม่เข้าใจหัวใจของชาวบ้าน”

นายกิตติศักดิ์มีภาพลักษณ์ของการเป็นคนรุ่นใหม่ เป็นลูกชาวบ้านธรรมดาที่อยากสร้างความเปลี่ยนแปลง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาพลักษณ์ของเขาถูกกลบไปด้วยภาพของนายธนาธร

นอกจากนี้ยังมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าคณะก้าวหน้าได้แรงหนุนมาจากขั้วการเมืองในจังหวัดด้วยบางส่วน ซึ่งได้ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าจะสนับสนุนคณะก้าวหน้า ซึ่งจะกลายเป็นสงครามตัวแทนได้ง่ายระหว่างผู้สมัครที่เป็นตัวแทนจากบ้านใหญ่ และผู้สมัครที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับบ้านใหญ่

เบอร์ 4 นายสินธ์ไชย วัฒนศาสตร์สาธร กลุ่มพัทยาร่วมใจ ซึ่งก่อนหน้านี้ทางกลุ่มได้วางตัวไว้ให้เป็นนายนิรันดร์ วัฒนศาสตร์สาธร อดีตนายกเมืองพัทยา ที่เป็นตัวแทนของคนบ้านใหญ่ แต่เลือกที่จะไม่ลงรับสมัครรับเลือกตั้งเพราะเกรงว่าจะถูกโยงกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพราะตัวเขาเองเคยเป็นสมาชิกสภาเมืองพัทยาจากการแต่งตั้งของ คสช. ซึ่งอาจจะมีภาพลักษณ์ที่ถูกวิจารณ์ได้ง่าย

ที่มาของภาพ, Napat Wesshasartar

คำบรรยายภาพ,

นายสินธ์ไชย วัฒนศาสตร์สาธร กลุ่มพัทยาร่วมใจ เคยเป็นสมาชิกสภาเมืองพัทยาที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช.

นายสินธ์ไชย ได้รับช่วงต่อมาจากนายนิรันดร์ ซึ่งเป็นพี่ชายหลังจากได้มีการเปิดตัวมานานว่าจะลงสมัครนายกเมืองพัทยา โดยช่วงแรกได้ใช้นโยบายหาเสียงว่า “คนบ้านเราพัฒนาบ้านเรา” หลังจากนั้นได้เปลี่ยนมาใช้ “คนพัทยาเพื่อเมืองพัทยา” เพื่อสร้างความแตกต่างจากนโยบายเดิม ที่นายนิรันดร์ใช้หาสียงมาก่อนหน้า

นายสินธ์ไชยเป็นคนเมืองพัทยาตั้งแต่เกิด และมองตัวเองว่าเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ โดยเขาเคยได้รับหน้าที่เป็นเป็นผู้นำองค์กรภาคเอกชนในพัทยามาตลอด อาทิ นายกสมาคมนักธุรกิจและการท่องเที่ยวเมืองพัทยา อดีตกรรมการสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ทำงานองค์กรการกุศลเป็นรองประธานมูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถาน พัทยา และอีกหลายหน้าที่

นายสินธ์ไชยรู้จักและทำงานให้ชาวพัทยามาหลายภาคส่วนทั้งภาคเศรษฐกิจและธุรกิจต่าง ๆ และการเป็นสมาชิกสภาเมืองพัทยาทำให้เขาได้เรียนรู้ระบบราชการเมืองพัทยา ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งเขาวางแผนจะเข้ามาแก้ปัญหาเรื้อรังต่าง ๆ ของเมืองจากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา

ด้วยปัญหาอันหลากหลายจากคนหลายกลุ่ม และอำนาจที่มีอย่างจำกัดของนายกเมือง ทำให้ใครก็ตามที่จะเข้ามาบริหารเมืองคนต่อไปต้องตีโจทย์ยากที่จะทำให้การบริหารเมืองเปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยเป็นมา

แต่ไม่ว่าปัญหาจะเป็นเรื่องอะไร และความต้องการการแก้ไขปัญหาเฉพาะกลุ่มจะแตกต่างกันมากขนาดไหน แต่สิ่งที่ทุกคนเห็นตรงกันคือนายกเมืองในฝันของพวกเขาต้องเป็นคนที่เข้าถึงง่ายกว่าเดิม และบริหารเมืองแบบเข้าใจเมืองพัทยาที่มีสถานะเป็นพื้นที่ปกครองพิเศษจริง ๆ ไม่ใช่การบริหารงานแบบระบบราชการที่เคยเป็นมาในอดีต

อำเภอ พนัสนิคม

อำเภอ พนัสนิคม

สมัยเมืองพนัสนิคม ในปี พ.ศ. 2371 กำเนิดเมืองขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชานุญาตให้กลุ่มลาวอาสาปากน้ำมาสร้างภูมิลำเนาขึ้นในพื้นที่รกร้างระหว่างเมืองชลบุรีกับเมืองฉะเชิงเทรา พระราชทานนามเมืองว่าพนัสนิคม (บางเอกสารเขียน“พนัศนิคม”) มีฐานะเป็นเมืองจัตวา ขึ้นกับกรมท่า กรุงเทพมหานคร ให้ท้าวอินทิสาร (บางเอกสารเขียน”อินทพิศาล”) หรือ ท้าวทุม ปลัดลาว เมืองสมุทรปราการ บุตรชายคนโตของท้าวไชย (บางเอกสารเขียน”ศรีวิไชย”) อุปราชเมืองนครพนม ให้เป็นเจ้าเมืองพนัสนิคมคนแรกและพระราชทานราชทินนามและบรรดาศักดิ์ที่พระอินทอาษา (บางเอกสารเขียน“อินทรอาษา, อินทอาสา, อินทราษา“) มีข้อความในพระราชพงศาวดารว่า “พวกลาวอาสาปากน้ำ ตั้งขึ้นเมื่อครั้งในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าสุลาลัย ภายหลังเมื่อปีชวดสัมฤทธิศก พวกลาวไม่สบาย ขอไปตั้งอยู่ที่เมืองพระรถ จึงโปรดให้ตัดเอาแขวงเมืองชลบุรี เมืองฉะเชิงเทรา มาตั้งเป็นเมืองขึ้นชื่อเมืองพนัศนิคม เจ้าเมืองชื่อพระอินทอาษา” (พระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3 เล่ม 2 ของ เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ฉบับคุรุสภา พิมพ์ครั้งที่หนึ่ง พ.ศ. 2504 หน้า 180) โดยลาวบุกเบิกเมืองพนัสนิคม เป็นลาวเมืองนครพนม อ้างถึงการอพยพมาสยามครั้งแรกนำโดยท้าวไชย อุปราชเมืองนครพนม เป็นโอรสในพระบรมราชา (ท้าวกู่แก้ว) เจ้าเมืองนครพนม (เมืองนครพนมในอดีต เป็นหัวเมืองในราชอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ ประเทศราชของสยาม) ไม่สมัครใจอยู่ในปกครองของพระบรมราชา (มัง) เจ้าเมืองนครพนมคนใหม่ จึงอพยพพาสมัครพรรคพวก บุตรหลาน ท้าวเพี้ย ขอพึ่งพระบรมโพธิสมภารพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2352 และโปรดเกล้าฯให้ตั้งบ้านเรือนอยู่คลองมหาวงษ์ เมืองสมุทรปราการ ยุคนั้นจึงเรียกคนกลุ่มนี้ว่าพวกลาวอาสาปากน้ำ แต่ทนสภาพแวดล้อมไม่ไหว เพราะเป็นชาวดอนน้ำจืด ถูกให้ไปอยู่เมืองลุ่มน้ำกร่อยและเค็ม เลยขอเปลี่ยนไปอยู่ที่อื่น ซึ่งสภาพใกล้เคียงที่ดอน ลาวนครพนมกลุ่มนี้ได้บุกเบิกสร้างเมืองพนัสนิคม

ข่าว ที่เกี่ยวข้อง

Recommended

Welcome Back!

Login to your account below

Retrieve your password

Please enter your username or email address to reset your password.