พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. สั่งให้ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผบช.ภ.3 พล.ต.ท.ภาณุ บุรณศิริ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ตร. ปฏิบัติราชการ ภ.3 พล.ต.ต.พรชัย นลวชัย ผบก.ภ.จ.นครราชสีมา พล.ต.ต.ชูสวัสดิ์ จันทร์โรจนกิจ ผบก.สส.ภ.3
เร่งจับกุมคนร้าย
คดีนี้ พ.ต.อ.สุคนธ์ ศรีอรุณ รอง ผบก.สส.ภ.3 อดีตนักสืบลูกหม้อนครบาล นำทีมสืบสวน บก.สส.ภ.3 กก.สืบสวน ภ.จ.นครราชสีมา และ สภ.เมืองนครราชสีมา แกะรอย “กล้องวงจรปิด” ที่จับภาพคนร้ายไว้ได้
ทราบว่าผู้ที่ก่อเหตุคือ นายกิตติพงษ์ แพไธสง อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 486 ม.4 ต.บ้านใหม่ อ.เมือง จ.นครราชสีมา พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานอนุมัติศาลจังหวัดนครราชสีมาออกหมายจับผู้ต้องหา
คนร้ายเป็นอดีตทหาร มีประวัติในการก่อคดีอาชญากรรมมาอย่างโชกโชน เมื่อปี 2559 นายกิตติพงษ์กับพวกเคยถูกจับกุมคดียาเสพติดยาบ้าและยาไอซ์ ในพื้นที่กรุงเทพฯ พ้นโทษออกมาก่อเหตุจี้ร้านค้าทองคำ
พ.ต.อ.สุคนธ์เข้ารวบตัวนายกิตติพงษ์ได้ที่โรงแรม อ.บางละมุง จ.ชลบุรี นำตัวผู้ต้องหาตรวจหาของกลางสร้อยคอทองคำ 28 เส้น น้ำหนักรวม 84 บาท คนร้ายนำไปฝังดินไว้หลังบ้านภรรยา เงินสด 110,000 บาท (ยึดจากผู้ต้องหา รถ จยย.ใช้ก่อเหตุ อาวุธปืนปลอม เสื้อผ้า หมวกคลุมหัวสีดำ ค้อนเตรียมมาทุบกระจก)
ใช้เวลาสืบสวนไม่นาน
นายกิตติพงษ์รับสารภาพอ้างว่า ไม่มีงานทำและไม่มีเงินใช้ เลยตัดสินใจมาก่อเหตุ
คดีนี้ พล.ต.อ.รอย ร่วมกับ พล.ต.ท.สมประสงค์ มาแถลงข่าวชุดสืบสวนติดตามจับกุมคนร้ายมาได้พร้อมของกลาง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้พี่น้องประชาชน เนื่องจากพฤติกรรมคนร้ายที่อุกอาจ ท้าทายกฎหมาย
ไม่ใช่คดีแรกที่เกิดกับร้านค้าทองในห้างสรรพสินค้าในพื้นที่หลายจังหวัด แม้สุดท้ายชุดสืบสวนติดตามจับกุมคนร้ายได้แทบทุกคดี แต่ไม่ได้ทำให้คนร้ายที่คิดก่อเหตุเกิดความเกรงกลัวการถูกจับกุม ด้วยสถิติการสกัดจับกุมคนร้ายทันทีที่ก่อเหตุได้น้อยเมื่อเทียบกับจำนวนคดีที่เกิดขึ้น คนร้ายยังมีโอกาสหลุดรอดคดีไปได้
ทำให้คนร้ายยังมีความคิดที่กล้ามาก่อเหตุ เพราะไม่ได้ถูกจับทันทีหรือเจอด่านตรวจสกัดจับ
งาน “สายตรวจ” ที่ในอดีตเคยเป็นจุดแข็งของตำรวจมีช่องโหว่ให้เกิดเหตุ ไม่มีคดีไหนที่คนร้ายถูกสกัดจับได้ทันทีหลังก่อเหตุ ระบบ “ก้าวสกัดจับ” เป็นสิ่งที่ทำให้คนร้ายกลัวเกรงจนไม่กล้าก่อเหตุพื้นที่กลางเมือง
ปัจจุบันนี้กลับเงียบหายไป.