จากสถานการณ์การผลิตและการตลาดถั่วเหลืองในปี 2565 ประเทศไทยมีเนื้อที่เพาะปลูก 85,226 ไร่ มีผลผลิตรวม 23,007 ตัน
เนื้อที่เพาะปลูกลดลงจากปีที่ผ่านมา ร้อยละ 3.40 ผลผลิตลดลง 2.02 เนื่องจากถั่วเหลืองเป็นพืชที่ให้ผลตอบแทนน้อยกว่าพืชอื่น เกษตรกรบางส่วนจึงหันไปปลูกพืชอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่น ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น…และที่ผ่านมา พื้นที่เพาะปลูกถั่วเหลืองและผลผลิตถั่วเหลืองลดลงอย่างต่อเนื่องทุกปี ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่สูง ขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ที่ดี ต้องใช้แรงงานสูงโดยเฉพาะในการเก็บเกี่ยว ขณะที่ความต้องการใช้ในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
และปี 2565 คาดว่าต้องการใช้ 4.02 ล้านตัน ขณะที่การใช้ผลผลิตภายในประเทศมีเพียงร้อยละ 0.58 ปีนี้คาดว่านำเข้าเมล็ดถั่วเหลือง 4.00 ล้านตัน
ด้านราคาถั่วเหลืองที่เกษตรกรขายได้ (เกรดคละ) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.96 ต่อปี โดยในปี 2564 เฉลี่ย กก.ละ 17.16 บาท สูงขึ้นจาก 16.71 บาท ในปี 2563 ปัจจุบัน ราคา กก.ละ 20.20 บาท ส่วนราคาถั่วเหลืองนำเข้า ณ ท่าเรือเกาะสีชัง มีแนวโน้มสูงขึ้น ร้อยละ 3.62 โดยในปี 2564 ราคานำเข้า ณ ท่าเรือเกาะสีชัง กก.ละ 18.15 บาท สูงขึ้นจาก 12.51 บาท ในปี 2563 จากสถานการณ์ข้างต้น ประกอบกับสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่กระทบต่อการนำเข้าพืชอาหารสัตว์ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ จึงมีนโยบายเร่งส่งเสริมการผลิตถั่วเหลืองในประเทศ โดยมอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ร่วมกับทุกภาคส่วนส่งเสริมการผลิตในประเทศ พัฒนาศักยภาพการผลิตและคุณภาพของถั่วเหลือง
โดย สศก.จะมีการลงพื้นที่แหล่งผลิตที่สำคัญของประเทศ เพื่อพูดคุยกับเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลือง เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ รวมทั้งสหกรณ์ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการรับซื้อเมล็ดถั่วเหลือง และผู้ประกอบการที่ใช้เมล็ดถั่วเหลืองเป็นวัตถุดิบ เพื่อหาแนวทางที่จะเพิ่มผลผลิตถั่วเหลืองในประเทศร่วมกันต่อไป…
แต่ความพยายามครั้งนี้จะเป็นผลในทางปฏิบัติแค่ไหน…คงต้องรอเหมือนเดิมอีกนั่นแหละ เพราะปัญหานี้เกิดมานาน ยังไม่เคยแก้ได้จริงซะที.
สะ–เล–เต