เช้านี้ที่หมอชิต – ในช่วงที่ราคาเนื้อหมูแพง สาเหตุหนึ่งเกิดจากโรคระบาดที่ยังไม่มีวัคซีนหรือยาแก้ จนหมูตายยกเล้า ประกอบกับค่าวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่แพงขึ้น จนเกษตรกรหลายรายต้องหยุดเลี้ยง ปล่อยให้เล้าว่างเปล่าเพื่อรอดูสถานการณ์
นายผจญ แผ่คุณ เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร ในตำบลหนองอิรุณ อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี พาทีมข่าวเช้านี้ที่หมอชิตไปดูเล้าหมูของตนเองที่ถูกทิ้งร้าง เนื่องจากตนเองไม่สามารถแบกรับต้นทุนการเลี้ยงได้ พร้อมเล่าว่า ตนเองเลี้ยงหมูมานานหลายปี จนมาพบกับปัญหาการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในหมู ทำให้หมูที่เลี้ยงตายภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว และยังไม่มีวัคซีนหรือยาป้องกันใด ๆ มารักษาให้หาย ประกอบกับตนเองเลี้ยงหมูแบบฟาร์มเปิด การควบคุมโรคจึงทำได้ยาก จึงตัดสินใจเลิกเลี้ยงหมูมานานเกือบ 2 ปีแล้ว
นอกจากนี้ ปัญหาที่เกษตรกรต้องพบเจอ คือ ค่าใช้จ่ายเรื่องของอาหารที่มีราคาสูงขึ้น ทำให้เกษตรกรรายย่อยหลายรายต้องหยุดเลี้ยง เพื่อรอดูสถานการณ์ ทำให้หมูขาดแคลน อีกทั้งลูกหมูที่จะนำมาเลี้ยง ฟาร์มที่ผลิตลูกหมูไม่สามารถผลิตได้เพียงพอ จนทำให้ไม่มีหมูมาชำแหละส่งจำหน่ายตามเขียงต่าง ๆ
เช่นเดียวกับ นางสาวสุภาวดี จุมพลเดชาพันธ์ เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร ในอำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ที่ประสบกับปัญหาเช่นเดียวกัน เธอจำใจต้องปล่อยให้เล้าหมูร้าง เนื่องจากหมูที่เลี้ยงอยู่ตายยกฟาร์ม เพราะโรคระบาด และไม่มียารักษา ทำให้ขาดทุนกว่าแสนบาท ครอบครัวของเธอมีอาชีพเลี้ยงหมูมานานกว่า 30 ปี เป็นฟาร์มหมูขนาดเล็กมีหมูประมาณ 100 ตัว แบ่งเป็นแม่พันธุ์ 15 ตัว ที่ผ่านมาสามารถสร้างรายได้หมุนเวียน สำหรับเลี้ยงดูครอบครัวเดือนละประมาณ 20,000-30,000 บาท กระทั่งแม่หมูในฟาร์มเริ่มมีอาการป่วย ซึม ไม่กินอาหาร ช่วงแรกคิดว่าเกิดจากสภาพอากาศ จึงซื้อยามาฉีดรักษาตามอาการ ต่อมาบริเวณผิวหนังมีจุดแดงทั่วทั้งตัว ก่อนที่แม่หมูจะแท้งลูก และตายในที่สุด ซึ่งอาการทั้งหมดใช้เวลาเพียง 2 วันเท่านั้น และหมูตัวอื่น ๆ ก็เริ่มมีอาการตามมา หมดค่ารักษาหลักหมื่นบาท
ทั้งนี้ นางสาวสุภาวดี คาดว่าหมูที่ฟาร์มน่าจะป่วยเป็นโรคอหิวาต์แอฟริกาในหมู ซึ่งอาจจะติดต่อมาจากคนงานจับหมู หรือนกที่บินไปกินอาหารในฟาร์มหมูข้างเคียงที่มีโรคระบาด แล้วนำมาแพร่เชื้อในฟาร์มของเธอ จนเป็นสาเหตุให้หมูตายยกฟาร์ม ขาดทุนกว่า 1 แสนบาท เธอต้องออกไปทำงานรับจ้างบรรจุขนม ได้ค่าจ้างเดือนละประมาณ 6,000 บาท ซึ่งก็ไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงดูครอบครัว เธอต้องนำเงินเก็บส่วนที่เหลือมาลงทุนเลี้ยงไก่ไข่ เป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่งแทน ในส่วนของฟาร์มหมู คงต้องหยุดพักไปก่อน เนื่องจากไม่มีทุนเหลืออีกแล้ว
ส่วนที่จังหวัดบึงกาฬ บรรยากาศการค้าขายในตลาดสดเทศบาลเมืองบึงกาฬ หลังที่ราคาหมูพุ่งสูงขึ้นกิโลละ 200-220 บาท ส่งผลให้พ่อค้าแม่ค้าเนื้อหมูมียอดจำหน่ายลดลง บรรยากาศค่อนข้างเงียบเหงา ไม่มีลูกค้ามาซื้อเนื้อหมูเหมือนเช่นเคย อีกทั้งพ่อค้าแม่ค้าต้องปรับตัวนำเนื้อหมูมาแบ่งจำหน่ายจานละ 100 บาท เพื่อเชิญชวนลูกค้า ขณะที่บางร้านต้องลดยอดการชำแหละเนื้อหมูลง จากเดิมวันละ 2-3 ตัว เหลือเพียงวันละ 1-2 ตัว ให้พอกับลูกค้าขาประจำเท่านั้น
ด้าน ผู้ประกอบการร้านอาหาร ชื่อร้าน กะเพาซาว(20)บาท ที่อยู่ข้างตลาดสดบึงกาฬ โดยมีนางสมปอง บุญศรี เป็นเจ้าของร้าน บอกว่า ตอนนี้จะยังขายกะเพาในราคา 20 บาท เพื่อลดภาระให้กับลูกค้า แต่ก็ต้องปรับตัวให้กับข้าวน้อยลง และหากเนื้อหมูมีการปรับราคาสูงขึ้นมากกว่านี้ ก็คงต้องปรับราคาขึ้นตาม แต่ต้องรอดูสถานการณ์อีกครั้ง