ศูนย์ข่าวศรีราชา – นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชื่อดัง แนะเปิดรายงานอีไอเอของโรงงานที่หลอมเหล็ก กับสารซีเซี่ยม จะสามาถบอกได้เลยว่าควรเฝ้าระวังที่ใดบ้าง
นายสนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชื่อดัง เผยว่าในฐานะที่เคยอยู่สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม หากอยากจะรู้ว่า เราควรจะเฝ้าระวังโรงงานที่หลอมเหล็ก กับสารซีเซี่ยม ต้องไปดูที่อีไอเอ จะสามารถตอบได้ทันที สำหรับของ
บริษัทเคพีพี สตีลจำกัดเป็นโรงงานผลิตเหล็กแท่งตั้งอยู่ที่หมู่ 6 ต.หาดนางแก้ว อ. กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ตามข่าวถูกระบุเป็นโรงงานที่ได้ทำการหลอมเศษเหล็กที่มีสารซีเซี่ยม 137ที่หลุดจากโรงไฟฟ้าไปแล้ว
ซึ่งโรงงานดังกล่าวได้จัดทำรายงานอีไอเอเมื่อ พ.ศ.2552 โดยเตาหลอมเศษเหล็กจะมีอยู่ 4 เตาทุกเตามี Hood ดูดอากาศจากเตาหลอมไปรวมกันที่ระบบดักฝุ่นหรือ Baghouse filter ซึ่งมีประ สิทธิภาพการดักฝุ่นประมาณ95%ขึ้นไป แต่หากใช้งานไปนานๆจะเหลือประมาณ 90-95% เท่านั้นโดยจะดักฝุ่นเหล็กขนาดเล็กไว้ในถุงกรองเรียกว่าฝุ่นแดง แต่ฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 0.5ไมครอนจะถูกปล่อยไปที่ปล่องระบาย(ซึ่งจะมีไอของสารCs137ที่ถูกเผาจากเตาหลอมออกไปพร้อมฝุ่นขนาดเล็กด้วย)
โดยมีอัตราการระบายที่ปากปล่องควันมีค่าระหว่าง1.90 – 94.78กรัมต่อวินาที(ขึ้นกับถุงกรองว่าประสิทธิ ภาพดีแค่ไหน)ออกไปสู่บรรยากาศ จากข้อมูลแบบจำลองทางคณิตศาสตร์โดยใช้ข้อมูลอุตุนิ ยมวิทยาในรอบ30ปี พบว่าฝุ่นเหล่านี้จะไปตกยังพื้นที่เกษตรกรรมห่างจากโครงการไปทางทิศตะวันออก0.5กิโลเมตร(ค่าเฉลี่ย24ชม.)ิและกำหนดจุดตรวจวัดฝุ่นในบรรยากาศจากโรงงานคือที่บ้านโคกมะม่วง บ้านลาดตะเคียน โรงเรียนลาดตะเคียนราษฎร์บำรุง ซึ่งอยู่ในเส้นทางของลมที่พัดมาจากโรงงาน
ดังนั้นหากจะตรวจวัดสารซีเซียมที่ปะปนมากับฝุ่นในอากาศคงตรวจไม่พบ เนื่องจากปล่อยออกมาหลายวันแล้วลมพัดไปหมดแล้ว แต่ต้องตรวจการปนเปื้อนใน ดิน น้ำผิวดิน พืชผลทาง การเกษตรที่ระยะ 0.5 กม.ทางทิศตะวันออกของโรงงานและตรวจสุขภาพของคนว่าหายใจเอาฝุ่นผสมซีเซี่ยมเข้าไปหรือไม่โดยกลุ่มเสี่ยงคือที่บ้านโคกมะม่วง บ้านลาดตะเคียน และโรงเรียนลาดตะเคียนราษฎร์บำรุง
การตรวจวัดรังสีจากสารซีเซี่ยม137ในพื้นที่ดังกล่าวจะสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนมากยิ่งขึ้นอาจจะพบหรือไม่พบมีทางเป็นไปได้หมด หากตรวจวัดไม่พบยิ่งดี แต่หากกล่าวอ้างว่าสารซีเซี่ยมปล่อยออกมาน้อย ไม่ต้องกังวลไม่ต้องตรวจสอบ นั่นแสดงว่าคุณไม่ใช่นักวิชา การด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมหรือสิ่งแวดล้อม หลักการคือประชาชนและสิ่งแวดล้อมต้อง Safety firstและต้องคิดกรณี worse case ร่วมด้วย
ดังนั้นการ Monitor การตรวจวัดจึงเป็นหัว ใจสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนในพื้นที่ ยกตัวอย่างพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดมีโรงงาน161แห่ง การคำนวณต่างๆระบุมีไอระเหยสารอินทรีย์หรือ VOCs ออกมาน้อยมากไม่ต้องกังวล สร้างโรงงานเพิ่มได้ แต่จากการตรวจวัดมาเกือบ10ปีโดยกรมควบคุมมลพิษกลับพบว่าสารเบนซีนซึ่งเป็นสารก่อมะ เร็งเกินค่ามาตรฐานรายปีทุกแห่งของจุดตรวจวัดที่ล้อมรอบนิคมโดยที่จุดตรวจวัดดังกล่าวไม่มีรถยนต์วิ่ง