เมื่อวันที่ 22 มกราคม 66 ดร.เกษม ศุภสิทธิ์ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดพัทยา ทนายความและที่ปรึกษากฎหมาย บริษัทวี แอนด์ พี แลนด์ จำกัดเปิดเผยว่า ตามที่บริษัทวี แอนด์ พีฯได้ขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) เลขที่ 1109 หมู่ 5 ตำบลเขาไม้แก้ว อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 994 ไร่เศษโดยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน) ไปแล้วเมื่อปี พ.ศ.2561 นั้น แต่ปัจจุบันนี้ บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน) ยังคงค้างชำระค่าที่ดินให้กับบริษัทวี แอนด์ พีฯ และบริษัททำหน้าที่เป็นตัวแทน บจม.สวนอุตสาหกรรมโรจนะ ในการเจรจากับชาวบ้านเพื่อให้มีการขนย้ายและจ่ายค่าชดเชย แต่ บริษัทสวนอุตสาหกรรมโรจนะกลับไม่จ่ายเงินค่าที่ดินและค่าชดเชย เพื่อที่บริษัทวี แอนด์ พีฯจะได้นำไปจ่ายค่าชดเชยให้กับชาวบ้านตามที่ตกลงไว้
ทำให้บริษัทได้รับความเสียหาย และขณะนี้อยู่ในระหว่างการออกโฉนดที่ดิน ของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง สำหรับที่ดินแปลงนี้นั้น เมื่อปี พ.ศ.2554 ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาตามคดีหมายเลขแดงที่ 53-54/2554 วินิจฉัยเด็ดขาดแล้วถึงที่สุดแล้ว ว่าที่ดินไม่มีสภาพเป็นป่าคุ้มครอง เนื่องจากมีการยกเลิกกฎหมายดังกล่าวแล้ว และกรมป่าไม้ เคยมีหนังสือที่ ทส.1622.2/3011 (ลงวันที่ 23 มิ.ย.2560) สรุปผลการตรวจสอบตามข้อมูลแปลงที่ดินไม่เป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ไม่อยู่ในเขตหวงห้ามของกรมป่าไม้ และยืนยันว่าที่ดินแปลงดังกล่าวนี้ไม่มีสภาพความเป็นป่าคุ้มครองแล้ว
คงเหลือเพียงขั้นตอนของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุงที่จะออกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าว ตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายต่อไป แต่เหตุแห่งการออกโฉนดล่าช้า อันเนื่องมาจากสำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง แจ้งว่า การดำเนินการออกโฉนด อาจจะต้องนำเข้าคณะอนุกรรมการพิสูจน์สิทธิ์ในที่ดินของรัฐจังหวัด (คพร.จังหวัด) ซึ่งบริษัทวี แอนด์ พีฯไม่เห็นด้วย เพราะไม่เข้าระเบียบหลักเกณฑ์ของกฎหมายในเรื่องดังกล่าว เนื่องจากเป็นพื้นที่ดินเอกชนและไม่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินของรัฐกับเอกชน
เหตุนี้ที่ผ่านมาจึงได้ยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมไปยัง 1.คณะกรรมาธิการการปกครอง สภาผู้แทนราษฎร และ 2.คณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตประพฤติมิชอบและเสริมสร้างธรรมาภิบาลวุฒิสภา ทั้งนี้ หวังว่าคณะกรรมาธิการทั้งสองคณะ คงจะให้ความเป็นธรรมต่อไป