จาก‘โซเมีย’ถึงสยาม
3,000 ปี จีน-ไทย
‘ใช่อื่นไกล…พี่น้อง’
22 มกราคม
ตรุษจีน ปีเถาะ 2566
นับเป็นเทศกาลที่คนไทยเชื้อสายจีนเฉลิมฉลองอย่างอบอุ่นในหัวใจ และภาคภูมิในความเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขจากบรรพบุรุษ
แม้ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์จีน-ไทย จะมีข้อมูลมหาศาลที่ย้อนหลังไปไกลโพ้น ทว่า ปัจจุบัน ยังคงมีการนำเสนอข้อสันนิษฐานใหม่ๆ ที่ต้องขีดเส้นใต้ให้ขบคิดต่อ
โบราณวัตถุสถาน เอกสารลายลักษณ์ พร้อมด้วยวัฒนธรรมหลากหลายที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของผู้คนบนผืนแผ่นดินไทย คือร่องรอยหลักฐานอันแจ่มชัด
บนเส้นทางประวัติศาสตร์ จีนและไทย มีสัมพันธ์ยาวนานก่อน ‘รัฐชาติ’ จะถือกำเนิด
กระทั่ง 1 กรกฎาคม พ.ศ.2518 สาธารณรัฐประชาชนจีนและราชอาณาจักรไทยสถาปนาความสัมพันธ์ ‘ทางการทูต’ อย่างเป็นทางการ
ต่อไปนี้ คือความเชื่อมโยงระหว่างจีนและไทยในห้วงเวลาอย่างน้อย 3 สหัสวรรษที่เปี่ยมด้วยความหมาย
ปักหมุด‘โซเมีย’จีนตอนใต้
เช็กพิกัด แหล่งเก่าสุดตระกูล
ภาษา‘ไท-ไต’
ปักหมุดเริ่มต้นยัง ‘โซเมีย’ ที่ราบในหุบเขาสูงทางตอนใต้ของจีน หรือทางตอนล่างของแม่น้ำแยงซี พื้นที่อยู่อาศัยของ ‘เยว่’ ซึ่งเป็นคำเรียกรวมหลากกลุ่มของคนต่างภาษา หนึ่งในนั้นคือ ไท-ไต หรือ ไท-กะได ตระกูลภาษาที่คน ‘ไทย’ ในปัจจุบันใช้ในการสื่อสาร
ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ระบุว่า เดิมสิ่งที่เคยเข้าใจกันมาคือ ‘คนไท’ ก่อตั้งหรือเป็นแกนกลางอาณาจักรใหญ่ 2-3 แห่งจากเสฉวนถึงยูนนาน แต่การศึกษาโดยนักประวัติศาสตร์จีน พบว่าไม่น่าเป็นไปได้ เพราะไม่มีตรงไหนเลยที่แสดงว่าคนไทยมีส่วนร่วมในนั้น แต่คนไทน่าจะอยู่ปนกับกลุ่มที่เรียกว่า ‘เยว่’ หลายเผ่าพันธุ์ทางตอนล่างของลุ่มน้ำแยงซีที่สามารถพัฒนาขึ้นมาสร้างรัฐหลายแห่ง แต่ไม่ใช่รัฐใหญ่
คนกลุ่มนี้ จีนเรียกว่า ‘คนป่าเถื่อน’ ราว พ.ศ.200 จีนยกทัพมาปราบปราม เยว่ส่วนหนึ่งหนีขึ้นเขา บนพื้นที่ซึ่งเรียกว่าโซเมีย (Zomia) ซึ่งมาจากคำว่า ‘โซมี’ ในภาษาตระกูลทิเบต-พม่า แปลว่า ‘คนที่อยู่บนที่สูง’ ครอบคลุมพื้นที่ในอุษาคเนย์ จีน อินเดีย และบังกลาเทศ ราว 2.5 ล้านตารางกิโลเมตร
เมื่อกลุ่มเยว่หนีขึ้นเขาแล้ว ที่เหลือซึ่งไม่ได้ขึ้นเขาซึ่งเป็นจำนวนที่มีมากกว่าได้ปะปน กลมกลืนไปกับจีน
อีกราว 1,000 ปีต่อมา คือช่วง พ.ศ.1200-1300 (ตรงกับสมัยทวารวดี) จีนพัฒนาที่ราบ คนป่าเถื่อนกลายเป็นจีน มีทั้งการอพยพขึ้นเขาและลงเขา โดยพวกที่อยู่ข้างล่างคือที่ราบสร้างรัฐได้ และมีอำนาจเหนือกลุ่มที่อยู่บนเขา
อย่างไรก็ตาม ตลอดช่วงเวลา 1,000 ปี ระหว่าง พ.ศ.200-พุทธศตวรรษที่ 13 คนไทอยู่ไหน มีคนไทหรือยัง ไม่มีหลักฐาน แต่ราว พ.ศ.1200-1300 คนจีนพูดถึงกลุ่มคนป่าเถื่อนที่มีอัตลักษณ์ เช่น กลุ่มที่ย้ายไปยังลุ่มน้ำสาละวิน ซึ่งก็คือพวก ‘ชาน’ ตรงไหนมีหุบเขา เป็นพื้นที่ไม่ใหญ่ เป็นที่อยู่ของพวกไต-ไทซึ่งเป็น
กลุ่มคนที่จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายตามประเพณี เช่น เมื่อพ่อเสียชีวิตที่ดินจะถูกยกให้ลูกคนเล็ก แล้วลูกคนโตต้องย้ายออกไป ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้เคลื่อนย้ายอย่างมากมาย
สำหรับประเด็นเรื่องภาษา นักภาษาศาสตร์ระบุว่ามีภาษาไทแล้ว โดยพยายามสร้างภาษาสมมุติที่เรียกว่า ‘Proto-Tai’ หรือ ‘ก่อนภาษาไท’ ขึ้นมา ในเวลาต่อมา ภาษาไท มีอิทธิพลในการค้าทางบกอย่างยิ่ง กลายเป็นภาษากลางทางการค้าในท้องถิ่น แต่ไม่ใช่ทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ประเด็นนี้ สุจิตต์ วงษ์เทศ ผู้ก่อตั้งนิตยสารศิลปวัฒนธรรม เชื่อว่า แหล่งเก่าสุดของตระกูลภาษาไท-ไต หรือ ไท-กะได อยู่ที่โซเมีย บริเวณซึ่งปัจจุบันคือมณฑลกวางสี-กวางตุ้ง กับทางเหนือของเวียดนาม โดยชาว ‘ฮั่น’ เรียกกลุ่มคนซึ่งอาศัยในบริเวณดังกล่าวว่า ‘เยว่’ เป็นคำเรียกรวมคนหลายชาติพันธุ์และตระกูลภาษา แต่มีภาษาตระกูลไท-ไต เป็นภาษากลางในช่วงเวลาต่อไปข้างหน้า ผู้คนในโซเมียโยกย้ายหลายทิศทางตามเส้นทางการค้า กระทั่งลงไปตั้งหลักแหล่ง มีอำนาจทางภาษาและวัฒนธรรม อยู่ร่วมกับคนในตระกูลภาษาอื่น ต่อมา กลุ่มที่อาศัยอยู่ในดินแดนที่จะกลายเป็นประเทศไทยในภายหลัง สืบมาจนปัจจุบัน เรียกตนเองว่า ‘คนไทย’
สำหรับหลักฐานอย่างเป็นรูปธรรมบ่งชี้การติดต่อแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างฮั่น กับชาติพันธุ์ต่างๆ มีมากมาย ดังที่ ศาสตราจารย์เจีย แยนจอง ผู้เชี่ยวชาญไทศึกษาอันดับต้นๆ ของโลก เคยหยิบยกไว้เป็นตัวอย่างสำคัญ อาทิ ‘แม่ปี ลูกปี’ ปีหนไทที่ยังใช้อยู่ในปฏิทินล้านนา มีต้นแบบจากระบบปฏิทิน ‘กานจือ’ ของจีน, สิบสองนักษัตร, การนับถือ ‘แถน’ ซึ่งฮั่นเรียก ‘เทียน’ หมายถึง (ผู้เป็นใหญ่บน) ฟ้า รวมถึง ความเชื่อเรื่อง ‘ขวัญ’ ซึ่งเป็นคำเดียวกับ ‘เฮวิ๋น’ หรือ ‘หวั๋น’ (กวางตุ้ง) และ ‘ฮุ้น’ (แต้จิ๋ว) โดยเชื่อว่าเป็นระบบความเชื่อเดียวกันมาแต่เดิม
หม้อสามขา-อาหาร จีน-ไทยสัมพันธ์ราชสำนักอยุธยา
ถึงตลาดชาวบ้าน
จากร่องรอยทางภาษา มาถึงโบราณวัตถุที่จับต้องได้ โดยมีไฮไลต์คือ ‘หม้อสามขา’ ภาชนะดินเผาในวัฒนธรรม ‘ลุงชาน’ หรือ ‘หลงซาน’ ของจีน (Longshan culture) เมื่อหลายพันปีมาแล้ว พบกระจายตัวในแหล่งโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย ตั้งแต่ตาก กำแพงเพชร อุทัยธานี กาญจนบุรี ราชบุรี ลงไปถึงประเทศมาเลเซีย
นอกจากนี้ ปริวรรต ธรรมปรีชากร ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องถ้วยจีน เผยข้อมูลด้วยว่า มีการพบเครื่องปั้นดินเผาจีนยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันตก (พ.ศ.341-551) ในคาบสมุทรทางภาคใต้ของไทย
ต่อมาเมื่อเข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์ ปรากฏหลักฐานเอกสารจากฝั่งจีนสมัยราชวงศ์ชิงที่กล่าวย้อนไปถึงราวราชวงศ์หมิงตอนต้น ราวพุทธศตวรรษที่ 19 ซึ่งระบุว่ามีชาวจีนจากมณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) และฝูเจี้ยนอพยพมาตั้งถิ่นฐานในสยาม นอกจากนี้ ผนังฝั่งทิศใต้ของกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ ยุคต้นกรุงศรีอยุธยา ยังเผยให้เห็นจิตรกรรม ‘พ่อครัวจีน’ ที่สะท้อนว่าอาหารจีนมีบทบาทในราชสำนักอยุธยา ทั้งยังแพร่เข้ามาใน ‘ความเป็นไทย’ โดยมีหัวใจคือ ‘กระทะเหล็ก’ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญปรากฏหลักฐานในสำเภาจีนอายุราว พ.ศ.1900 ที่จมทะเลใกล้เกาะคราม อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี รวมถึงพืชผักนานาชนิด ซึ่งถูกขนจากจีนถึงไทยและบ้านเมืองในอุษาคเนย์โดยขบวนเรือสมุทรยาตราของแม่ทัพเจิ้งเหอ หรือซำปอกง
ทั้งนี้ ตลอดห้วงในประวัติศาสตร์ ชาวจีนจากมณฑลต่างๆ อพยพสู่สยามอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้วยปัจจัยจากภาวะภัยแล้ง และความยากจน รวมถึงนโยบายของราชสำนักสยามที่ส่งเสริมให้ชาวจีนเข้ามาตั้งถิ่นฐาน
‘เอกสารจากหอหลวง’ กรุงศรีอยุธยา ระบุถึงตลาดคนจีนหลายแห่งทั้งเล็กและใหญ่ อาทิ ‘ตลาดใหญ่ท้ายพระนคร’ บนถนนย่านในไก่ เชิงสะพานประตูจีนไปถึงเชิงสะพานประตูในไก่ มีตึกกว้านร้านจีนตั้งทั้งสองฟากถนนหลวง จีน ไทย นั่งร้านขายสรรพสิ่งของมีเครื่องสำเภา เครื่องทองเหลือง ทองขาว กระเบื้อง ถ้วยโถโอชาม มีแพรสีต่างๆ อย่างจีน และไหมสีต่างๆ มีเครื่องมือเหล็กและสรรพเครื่องมาแต่เมืองจีนมีครบ มีขายของรับประทานเป็นอาหารและผลไม้จากเมืองจีน
‘ตลาดน้อย’ ย่านสามม้า ตั้งแต่เชิงสะพานในไก่ตะวันออกไปถึงบริเวณประตูช่องกุดท่าเรือจ้างข้ามไปวัดพนัญเชิง คนจีนตั้งโรงทำเครื่องจันอับ และขนมแห้งจีนต่างๆ หลายชนิดหลายอย่าง มีช่างจีนทำโต๊ะ เตียง ตู้ เก้าอี้น้อยใหญ่ต่างๆ ขาย มีช่างจีนทำถังไม้ใส่ปลอกไม้และปลอกเหล็ก ถังใหญ่น้อยหลายชนิดขายทำสรรพเครื่องเหล็กต่างๆ ขาย และรับจ้างตีเหล็ก
รูปพรรณตามใจชาวเมืองมาจ้าง
‘ตลาดวัดท่าราบ’ หน้าบ้านเจ้าสัวซี มีตึกแถว 16 ห้อง สองชั้น ที่ชั้นล่างตั้งร้านขายของ ชั้นบนให้คนอยู่
‘ตลาดบ้านจีน’ ปากคลองขุนละคอนไชย (คลองตะเคียน) เป็นตลาดใหญ่ใกล้ทางเรือและทางบก มีตึกกว้านร้านจีนมาก ขายของจีนมากกว่าของไทย มีศาลเจ้าจีนศาลหนึ่งอยู่ท้ายตลาด
ขณะที่ จดหมายเหตุลาลูแบร์ ของราชทูตฝรั่งเศส บันทึกเรื่องราวของข้าวปลาอาหารในราชสำนักแผ่นดินพระนารายณ์มากกว่า 30 ชนิด ซึ่ง ‘ปรุงตามตำรับจีน’ เพื่อเลี้ยงรับรองคณะราชทูตจากราชสำนักฝรั่งเศส
ไม่เพียงเท่านั้น ชาวจีนได้นำความรู้ด้านการเดินเรือสู่คนพื้นเมือง ‘พระไอยการตำแหน่งนาพลเรือน’ คือหลักฐานเก่าสุดที่ระบุชื่อตำแหน่งพนักงานสำเภาล้วนซึ่งมาจากภาษาจีน ไม่ว่าจะเป็น จุ่นจู๊ (นายสำเภา), ต้นหน (ดูทางสำเภา), ล้าต้า (บัญชีใหญ่)
ธนบุรี-รัตนโกสินทร์ ‘บางจีน’ และทั่วราชอาณาจักร
ครั้นล่วงมาถึงสมัยกรุงธนบุรี และรัตนโกสินทร์ ชาวจีนยังโยกย้ายเข้ามาสู่สยามอีกหลายระลอก เมื่อตั้งหลักปักฐานในกรุงเทพฯ ได้ทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยช่องทางหลากหลาย ตั้งแต่เกษตรกร แรงงาน ช่างฝีมือ พ่อค้าแม่ขาย จนถึงรับราชการเป็นเจ้านายอากร
ปรากฏชื่อ ‘บางจีน’ ใน เพลงยาวนิราศเมืองเพชรบุรี ของ หม่อมภิมเสน เมื่อกล่าวถึงบริเวณฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา นั่นคือ ฝั่งพระนคร กรุงเทพฯ บ่งชี้การมีอยู่ของชุมชนคนจีนที่ตั้งบ้านเรือนเรียงรายในพื้นที่ดังกล่าว
สำหรับกลุ่มคนจีนที่เข้ามาในไทยประกอบด้วย 5 กลุ่มใหญ่ ที่แบ่งตามตระกูลภาษา ได้แก่ แต้จิ๋ว กวางตุ้ง แคะ ฮกเกี้ยน และไหหลำ โดยในช่วงปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการสำรวจประชากรจีนเฉพาะในกรุงเทพฯ พบว่าจีนแต้จิ๋วมีมากที่สุดสืบมาถึงวันนี้
ย้อนกลับไปในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ชุมชนหลักของชาวจีนแต้จิ๋วอยู่ที่ย่าน ‘สำเพ็ง’โดยย้ายมาจากท่าเตียนและพื้นที่ใกล้เคียง ส่วนจีนไหหลำ ส่วนใหญ่อยู่ในย่านราชวิถี สะพานเหล็กตอนล่าง ถนนเจริญกรุงฝั่งตะวันตก
สำหรับจีนฮกเกี้ยน พิมพ์ประไพ พิศาลบุตร ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ชาวจีนโพ้นทะเล ระบุว่า ในยุคกรุงธนบุรี พากันตั้งรกรากทางกุฎีจีน ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 1 ชาวฮกเกี้ยนส่วนหนึ่งย้ายไปสร้างบ้านเรือนในย่านที่ปัจจุบันเรียกว่า ‘ตลาดน้อย’ ชาวจีนแคะ อยู่ในย่านสัมพันธวงศ์ ท่าดินแดง คลองสาน เยาวราช สำเพ็ง ชาวจีนกวางตุ้งรวมตัวอยู่บริเวณซอยวัดกุศลสมาครและตลาดเก่าย่านสำเพ็ง วัดดวงแข สาทร บางรัก ตรอกจันทน์ เป็นต้น
นอกจากกรุงเทพฯ ชาวจีนกลุ่มต่างๆ ยังตั้งชุมชนกระจายตัวในจังหวัดต่างๆ ทั่วไทย สร้างความมั่งคั่ง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้ามาถึงพุทธศักราช 2566 และสืบไป
นับเป็นเส้นทางยาวไกลที่ผูกพันแน่นแฟ้น จากที่ราบในหุบเขาสูงทางตอนใต้ของจีน ถึงแผ่นดินสยามในห้วงยามกว่า 3 สหัสวรรษอันยั่งยืนนานในหัวใจ
พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร