วันอังคาร ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.
‘ชูวิทย์’แฉอีกพยานคดี‘ตู้ห่าว’
โดนข่ให้ถอนตัว
เล็งยื่นถอนประกันพ.ต.อ.หญิง
ศาลสอบหลักฐานคำให้การ
จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ
นัดสืบพยานชาวจีนอังคารนี้
“ตู้ห่าว” กับพวกสู้คดี ค้ายา ฟอกเงิน อาชญากรรมข้ามชาติฯ ศาลนัดสืบพยานชาวจีนล่วงหน้าอังคารนี้ “ชูวิทย์” เผยมีชื่อเป็นพยานในคดีด้วย ไม่หวั่นแม้ถูกขู่ฆ่า เตรียมเสนอศาลเตรียมถอนประกัน นายตำรวจหญิงเมียตู้ห่าวด้าน บก.ข่าวเนชั่นทีวีโร่ขึ้นโรงพักยานนาวา แจ้งความเอาผิดกลุ่มคนล้อมข่มขู่-สั่งลบคลิปข่าว ไม่พอใจฉวยโทรศัพท์ไปลบเอง ขณะทำคดีตู้ห่าว ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้
วันที่23 ม.ค. เวลา 09.00 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลนัดสอบคำให้การจำเลย คดีตู้ห่าวกับพวก หมายเลขดำ ย.87/2566 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดียาเสพติด 4 โจทก์ ยื่นฟ้องนายฮวง ไฮ่ เท่า (HUANG HAITAO) เป็นจำเลยที่ 1 นายชัยณัฐร์ หรือตู้ห่าว กรณ์ชายานันท์ เป็นจำเลยที่ 2 รวมกับพวกสัญชาติจีน ไทย กัมพูชา และบริษัทนิติบุคคล (5 แห่ง) รวมจำเลยทั้งสิ้น 23 ราย ความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 พ.ร.ก.การบริหารจัดการ การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนฯ พ.ศ.2490 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 209 ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้
โดยวันนี้ โจทก์ – จำเลยทั้ง 23 ราย และทนายความมาศาล ซึ่งศาลได้จัดล่ามภาษจีนไว้ด้วย ขณะที่จำเลยทั้ง 23 รายแถลงไม่ประสงค์จะเข้าศูนย์คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในคดีอาญาเพื่อให้ความรู้จำเลย
“ตู้ห่าว”พวกจำเลยปฎิเสธ
จากนั้นศาลอ่านและอธิบายคำฟ้องให้จำเลยทั้ง 23 รายฟัง แล้วสอบถามว่า พวกจำเลยว่าจะให้การรับสารภาพหรือปฏิเสธความผิด ปรากฏว่าจำเลยทั้งหมดแถลงให้การปฏิเสธ ศาลรับคำให้การของจำเลยไว้แล้ว โดยนัดตรวจพยานหลักฐานคดีนี้ในวันที่ 27 มี.ค.นี้ เวลา 09.00 น. และเบิกตัวจำเลยที่ต้องขังมาศาลด้วย
เลื่อนสืบพยานจำเลยล่วงหน้า
ขณะเดียวกัน วันเดียวกันนี้ ศาลนัดสืบพยานล่วงหน้าก่อนฟ้องคดี ตามคำร้องหมายเลขดำ ยสฟ.1/2566 ที่อัยการสำนักงานคดียาเสพติด 4 ผู้ยื่นคำขอ ในคดีที่นายฮวง ไฮ่ เท่า (HUANG HAITAO) กับพวกรวม 19 คน ตกเป็นผู้ต้องหา คดีการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งพยานที่ขอสืบนี้เป็นบุคคลต่างด้าวสัญชาติจีนและเป็นประจักษ์พยานข้อเท็จจริงส่วนสำคัญคดีนี้ โดยพยานอยู่ระหว่างรอส่งตัวออกนอกราชอาณาจักรเพื่อกลับภูมิลำเนา จึงเป็นเหตุจำเป็นเร่งด่วนต้องขอสืบพยานก่อนฟ้องไว้
ขณะที่ทนายความผู้ต้องหาที่ 12 แถลงขอเลื่อนการนัดสืบพยานล่วงหน้าวันนี้ออกไปก่อน อ้างว่ามีหมายเรียกพยาน เอกสารเพื่อใช้ประกอบการถามค้าน โดยรับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ยานนาวา ว่าพยานเอกสารตามหมายเรียกอยู่ในความครอบครองของพนักงานอัยการผู้ร้อง ซึ่ผู้ต้องหามีความประสงค์จะใช้พยานเอกสารดังกล่าวในการถามค้านหากไม่ได้เอกสารมาจะทำให้ผู้ต้องหาเสียเปรียบ โดยอัยการแถลงว่าภายหลังจากเลื่อนคดีนี้ โจทก์ได้ยื่นคำฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมดเมื่อวันที่ 19 ม.ค.2566 ดังนั้นโจทก์จะยื่นคำร้องขอสืบพยานล่วงหน้าคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173/2 ภายในเวลา 12.00 น.ในวันนี้ เพื่อสืบพยานล่วงหน้าในเวลา 13.00 น.
ทนายความจำเลยทั้งหมด แถลงว่า เนื่องจากโจทก์ยื่นคำฟ้องเข้ามาแล้ว มีจำนวนถึง 400 หน้าเศษ และมีจำเลยเพิ่มเติมจากผู้ต้องหาในคดีนี้อีกซึ่งมีการแต่งตั้งทนายความเข้ามา โดยทนายความที่แต่งตั้งเข้ามาใหม่ยังไม่ทราบข้อเท็จจริงของคดี การสืบพยานล่วงหน้าในช่วงบ่ายวันนี้จะทำให้ฝ่ายผู้ต้องหาทั้งหมดเสียเปรียบ ประกอบกับในคำฟ้องมีการฟ้องนิติบุคคลเพิ่มเข้ามาซึ่งยังไม่มีการแต่งตั้งทนายความ จึงขอเลื่อนการสืบพยานล่วงหน้าออกไปก่อน
อัยการโจทก์แถลงว่า เนื่องจากพยานโจทก์เป็นคนต่างชาติ และจะเดินทางกลับประเทภูมิลาเนาในเร็ววันนี้ เกรงว่าจะเป็นการยากที่จะนำพยานโจทก์มาสืบได้ในภายหลัง
อนุญาติใช้ล่ามภาษีจีนมาช่วย
ทนายความจำเลยทั้งหมดแถลงว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องเข้ามา แต่ยังไม่มีการยื่นบัญชีระบุพยาน ทําให้ฝ่ายจำเลยทั้งหมดเสียเปรียบ เพราะไม่ทราบว่าพนักงานอัยการ โจทก์นั้นจะระบุพยานอะไรบ้าง ประกอบกับฝ่ายผู้ต้องหาทั้งหมดที่ถูกฟ้องต้องการพยานเอกสารคำให้การผู้ต้องหาทุกคน จึงขอให้ผู้ร้องนำคำให้การผู้ต้องหาทุกคนมามอบให้กับฝ่าย ต้องหาทั้งหมดในช่วงบ่ายของวันนี้
โจทก์แถลงว่า ไม่ขัดข้องที่จะสำเนาคำให้การผู้ต้องหา และจะส่งมอบคำให้การผู้ต้องหาทั้งหมดให้ฝ่ายผู้ต้องหาในช่วงบ่ายของวันนี้โดยวันนี้โจทก์จะยื่นคำร้องขอสืบพยานล่วงหน้า และระบุบัญชีพยานเพียงพยานที่จะนำมาในล่วงหน้าเท่านั้น ส่วนพยานหลักฐานอื่นจะยื่นในภายหลัง ทนายความผู้ต้องหาทั้งหมดไม่ค้านและขอให้สืบพยานล่วงหน้าวันที่ 24 ม.ค.เวลา 09.00 น.
ศาลพิเคราะห์แล้ว เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงให้เลื่อนนัดสืบพยานล่วงหน้า เป็นวันที่ 24 ม.ค. เวลา 09.00-16.30 น.ตามที่นัดไว้ในคดีนี้ และที่โจทก์แถลงว่าในการสืบพยานล่วงหน้า พนักงานสอบสวนได้จัดเตรียมล่ามในการสืบพยานมาให้แล้ว แต่ฝ่ายผู้ต้องหาทั้งหมดแถลงว่าการสืบพยานล่วงหน้าคือการสืบพยาน จึงขอใช้ล่ามจากสำนักงานศาลยุติธรรม ซึ่งถือว่าเป็นคนกลาง โดยศาลให้มีหนังสือถึงสำนักงานศาลยุติธรรม ขอล่ามภาษาจีนกลางมาในนัดหน้าด้วย
“ชูวิทย์”แฉพยานโดนข่มขู่
วันนี้ศาลได้เบิกตัวนายตู้ห่าวกับพวกที่ไม่ได้รับการประกันตัวจากเรือนจำมาศาล ส่วนจำเลยที่ได้รับการประกันตัว อาทิ พ.ต.อ.หญิง จำเลยที่ 8 ภรรยานายตู้ห่าว มาศาล โดยวันนี้ศาลไม่อนุญาตให้ญาติ บุคคลใกล้ชิด บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง และผู้สื่อข่าวเข้ารับฟังการพิจารณา
นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ อดีตนักการเมือง ซึ่งเป็นผู้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสถานบันเทิงจินหลิง ย่านยานนาวา ที่มีการลักลอบเล่นการพนัน ค้ายาเสพติด ได้เดินทางมาสังเกตการณ์เปิดเผยเบื้องต้นว่า เมื่อ 5 ปีก่อนที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ตนเคยรับ โทษเมื่อทำผิดติดคุกตามกระบวนการยุติธรรม วันนี้ตนจะมาติดตามในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ซึ่งเคยบอกแล้วว่าตนจะมาติดตาม โดยศาลจะนัดดูพยานหลักฐานดูคำให้การสอบถามจำเลยว่าจะให้การปฏิเสธหรือรับสารภาพ และตนเข้าใจว่านายตู้ห่าวกับพวกคงจะปฏิเสธ เพราะ โทษหนักทั้ง9 ข้อหา อย่างไรก็ดี การต่อสู้ในวันนี้ก็คงจะดูว่ามีพยานหลักฐานอื่นใด จำเลยมีพยานเท่าไหร่นัดสืบพยายามกี่วัน กี่นัด
เผยมีการข่มขู่พยานให้ถอนตัว
“ประการสำคัญที่อยากจะบอกคือตนจะติดตามว่ามีการข่มขู่พยาน มีหลักฐานที่ตนได้รายงานให้กับ พล.ต.อ. ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. เมื่อวานซึ่งท่านได้สั่งทีมงานให้ไปสอบคำให้การพยานว่ามีการข่มขู่พยานอย่างไร มีการเขียนว่าให้เงินทองก็ไม่ต้องให้การ ซึ่งการกระทำเช่นนี้เขาเรียกว่า คำใต้ดิน ต่อไปก็คงจะวิ่งเต้นทำลายพยานหลักฐาน เป็นกี่ครั้งแล้วที่นายตู้ห่าวใช้วิธีการใต้ดินยัดเงินให้พยาน ไม่ต้องขึ้นให้การให้พยานหลบหนีไป กี่ครั้งแล้วที่ประชาชนพ่ายแพ้” นายชูวิทย์ กล่าว
ชงตำรวจถอนประกันเมียตู้ห่าว
นายชูวิทย์ กล่าวว่า เมื่อตนยังยินดีรับใช้กระบวนการยุติธรรมถูกลงโทษติดคุก 2 ปีทั้งๆที่เป็นที่ของตนเอง เมื่อตอนออกมาก็ต้องไปดูว่าคนอื่นๆที่ทำผิด จะได้รับโทษเหมือนตนหรือไม่ ถ้าไม่ได้รับก็ไม่ยุติธรรมกับตน แต่คดีของตนเป็นเรื่องเล็กส่วนคดีนี้เป็นเรื่องใหญ่ การมาขายยาเสพติดเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ วันนี้ทางอัยการจะมีการแจ้งข้อหาเพิ่มจำเลยรายหนึ่งที่ตอนแรกถูกสั่งฟ้องแค่คดีฟอกเงินแต่วันนี้จะฟ้องเพิ่มในข้อหา มีส่วนร่วมอาชญากรรมข้ามชาติ และจะเสนอให้พนักงานสอบสวนขอถอนประกัน พ.ต.อ.หญิง ที่เป็นจำเลยร่วมและได้ประกันตัวมาคนเดียว ซึ่งคณะทำงานก็เตรียมแจ้งข้อหาองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และมีพฤติกรรมข่มขู่พยาน ซึ่งสามารถขอให้ศาลเพิกถอนประกันได้ที่ผ่านมานายตู้ห่าว ยังมีพฤติกรรมข่มขู่พยานอีกหลายคน มีอิทธิพลและมีความพยายามทำลายหลักฐาน ด้วยวิธีการใต้ดิน แต่ก็เชื่อมั่นว่ากระบวนยุติธรรมจะสามารถลงโทษกลุ่มขบวนการเหล่านี้ได้
เผยกลุ่มผู้ต้องหามีอิทธิพลมาก
เมื่อถามว่านายชูวิทย์มีรายชื่อเป็นพยานในคดีนี้หรือไม่ นายชูวิทย์ตอบว่า ตนมีรายชื่อเป็นพยานด้วย เพราะตนติดตามคดีนี้ พยานชี้เบาะแส อีกทั้งพยานที่สำคัญก็มาจากตนทั้งนั้น โดยวันนี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะนัดเมื่อใดเพราะเป็นนัดครั้งแรก จำเลยในคดีนี้อาจจะรับสารภาพก็เป็นได้
เมื่อถามถึงการข่มขู่พยานว่าเป็นบุคคลรายใดนายชูวิทย์ ตอบว่า เรื่องนี้เรียบร้อยแล้วเมื่อวานที่ตนได้บอกเรื่องข่มขู่พยานมีหลักฐานเป็นแชทไลน์ให้ พล.ต.อ. ดำรงศักดิ์ ผบ.ตร. ท่านก็ให้ทีมบินไปสอบปากคำพยานทั้ง 2 คนทันที ตนบอกแล้วว่าให้สู้กันตามกระบวนการยุติธรรมแต่ถ้ามาสู้กันใต้ดินตนรู้หมดทุกอย่างก้าว ตนบอกได้แค่ว่าพยานรายนี้คือพยานที่สำคัญมากที่สุด เป็นพยานที่ใกล้ชิดรู้ความเคลื่อนไหว จึงไม่สามารถบอกรายละเอียดมากกว่านี้ได้เพราะกระทบความปลอดภัยเท่าที่ตนทราบมีกลุ่มคน 4 คนต้องสงสัยไปนั่งเฝ้าพยานหน้าบ้าน ตอนนี้พยานคนดังกล่าวอยู่ในความคุ้มครองของ ผบ.ตร. ตนบอกเยอะไม่ได้ ให้นักข่าวไปถามทาง พล.ต.อ. ดำรงศักดิ์ ผบ.ตร. ดีกว่า
“แต่บอกได้เลยว่ากลุ่มผู้ต้องหาที่เป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพล จะใช้ทุกวิถีทาง ทำลายน้ำหนักของพยานในระหว่างต่อสู้ของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลสำคัญ การทำลายพยานหลักฐานก็เป็นวิธีการทางใต้ดินอย่างที่ผ่านมาในอดีตที่ตนได้ออกมาแฉเชื่อได้เลยว่าจะมีการใช้อิทธิพลในคดีนี้แน่นอน แต่ตนเหนื่อยมากกับเรื่องนี้ ตนยังมั่นใจในกระบวนการยุติธรรม ตนก็จะมาตามคดีจนถึงศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาจนคดีสิ้นสุด” นายชูวิทย์ กล่าว
ข่มขู่บก.ข่าวเนชั่น
ผู้สื่อข่าวรายงานจากศาลอาญา กรุงเทพใต้ ถ. เจริญกรุง ตามที่ศาลนัดสอบคำให้การจำเลยคดีดำย.87/2566 ที่พนักงานงานอัยการคดียาเสพติด 4 เป็นโจทก์ฟ้องฟ้องนายฮวง ไฮ่ เท่า เป็นจำเลยที่ 1 นายชัยณัฐร์ หรือตู้ห่าว กรณ์ชายานนท์ นักธุรกิจชาวจีน เป็นจำเลยที่ 2 รวมกับจำเลยรายอื่นซึ่งมีพวกจำเลยสัญชาติจีน ไทย กัมพูชา และบริษัทนิติบุคคล (5 แห่ง) รวม 23 ราย เป็นจำเลยต่อศาลรวม 9 ข้อหานั้น ในความผิดฐานตามประมวลกฎหมายยาเสพติด, พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมใน องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 พ.ร.ก.การบริหารจัดการ การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนฯ พ.ศ.2490 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 209
ระหว่างนั้นเวลา 12.00 น.เศษ นายนายสมสกุล ไซรลบ บรรณาธิการข่าวศาลและกระบวนการยุติธรรม เนชั่นทีวี ได้รายงานข่าว ถ่ายภาพกลุ่มทนายความคดีนี้ แต่ถูกกลุ่มบุคคล 7-10 คน เข้ามาข่มขู่ บังคับให้ลบคลิปภาพทั้งเข้ามาแย่งโทรศัพท์มือถือที่ได้ถ่ายภาพนิ่ง และคลิปภาพ และลบภาพออกทั้งหมด ซึ่งนายสมสกุล ผู้เสียหาย รู้สึกเกิดความไม่ปลอดภัย จึงเดินทางเข้าแจ้งความกับ ร.ต.อ.ชนะศึก โรจนพิทยากร รอง สว.(สอบสวน) สน.ยานนาวา หลังถูกกลุ่มบุคคลเข้ามาข่มขู่ให้ลบคลิปวิดีโอบันทึกการทำข่าว ก่อนจะเอามือถือไปและกดลบภาพทั้งหมดทิ้ง เหตุเกิดที่บริเวณศาลอาญากรุงเทพใต้ ถนนเจริญกรุง แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพฯ
โดยนายสมสกุล กล่าวว่า วันนี้ได้รับมอบหมายให้ไปทำหน้าที่นำเสนอข่าวที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ซึ่งเป็นการนัดสอบคำให้การจำเลยในคดีตู้ห่าวและพวกตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา กระทั่งเมื่อช่วงเวลาประมาณ 12.40 น. ขณะที่กำลังเฝ้าเพื่อถ่ายภาพทำข่าวตามปกติ ก็เห็นกลุ่มบุคคลเดินลงมาจากศาล จึงเข้าไปบันทึกภาพตามหน้าที่ และเตรียมที่จะขอสัมภาษณ์
ลบคลิปจากมือถือนักข่าว
แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าว ประมาณ 7-10 คน เดินเข้ามาล้อมไว้และบอกว่าไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพทำข่าว จึงได้แจ้งไปว่าตนได้ขออนุญาต และรับอนุญาตจากศาลแล้ว แต่ก็ยังถูกปฏิเสธ พร้อมยืนยันให้ลบคลิปดังกล่าว ซึ่งตนก็ลบคลิปให้ตามคำขอ แต่หนึ่งในกลุ่มบุคคลดังกล่าวยังไม่พอใจ จึงหยิบโทรศัพท์มือถือไปจากมือ พร้อมเอาไปกดลบคลิปในคลังถังขยะ จากนั้นก็ส่งคืนให้ ก่อนจะต่อว่า ตนอีกเล็กน้อยและแยกย้ายกันไป จึงได้ตัดสินใจเดินทางเข้าแจ้งความกับตำรวจเพื่อให้ดำเนินการกับกลุ่มบุคคลดังกล่าว
ด้าน พ.ต.ท.ฐิติวัชร์ พรศิวัฒน์ รอง ผกก.(สอบสวน) สน.ยานนาวา ระบุว่า ผู้เสียหายได้มาแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน และจะนำสำเนาการลงบันทึกรับแจ้งความไปขอกล้องวงจรปิดจากศาลอาญากรุงเทพใต้ และจะนำมาดูพฤติการณ์ของกลุ่มคนเหล่านี้ว่าเข้าข่ายความผิดข้อหาใด เพื่อเข้าสู่กระบวนการสอบสวนต่อไป
หลักฐานใหม่บุกคอนโดอดีตกงสุลฯ
เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม กล่าวถึงกรณีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอไปตบทรัพย์ค้นห้องพักคอนโดหรูของอดีตกงสุลใหญ่นาอูรู ย่านห้วยขวาง เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.2565 ที่ผ่านมา ว่า ตนมีหลักฐานใหม่เป็นภาพจากกล้องวงจรปิดที่เผยให้เห็นว่ามีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ 3 คน ระดับ ผู้อำนวยการได้ไปแสดงตัวบอกเจ้าหน้าที่นิติคอนโดว่ามาสืบคดีพิเศษ ให้ไปเปิดห้องดังกล่าวให้ และพาขึ้นไปตรวจสอบ
ในกล้องวงจรปิด จะเห็นว่า เวลา 17.54 น. เจ้าหน้าที่ไปเปิดห้องให้ เข้าไป ประมาณ 20 นาที และกลับออกมาในเวลา 18.10 น. พร้อมทรัพย์สินบางอย่าง ซึ่งพฤติกรรมในครั้งนี้ ไม่มีการโชว์หมายค้น หรือ หมายจับใด อีกทั้งการเข้าตรวจค้นครั้งนี้ เป็นการตบทรัพย์ต่อเนื่องมาจากพื้นที่ทุ่งมหาเมฆ ที่ไปก่อเหตุในช่วงสาย ตนมองเป็นพฤติกรรมที่อุกอาจ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยไปให้ข้อมูลที่ สน.ทุ่งมหาเมฆ ในความผิด ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน และ ร่วมกันบุกรุก ซึ่งจากนี้ทางตำรวจ สน.ทุ่มหาเมฆ จะต้องส่งข้อมูลต่อให้ ตำรวจ สน.ห้วยขวางในการดำเนินคดีต่อ
“พฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ทำเป็นขบวนการ ก่อเหตุหลายครั้ง และเกี่ยวข้องกับการปล้นบ้านชาวจีนที่ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ทั้ง 3 คน มีการเก็บส่วยทั้งธุรกิจบ่อทราย น้ำมันเถื่อน และของเถื่อน เพื่อส่งเงินให้กับผู้บริหารระดับสูงของดีเอสไอ ซึ่งตนอยากให้มีการเข้าไปตรวจสอบห้องทำงานของผู้บริหารของดีเอสไอ เชื่อว่าจะเจอหลักฐานเป็นเงินสดกว่า 100 ล้าน” นายอัจฉริยะ กล่าว
‘รรท.อธิบดีDSI’โยกย้ายผอ. 27 ราย
มีรายงานข่าวแจ้งว่า พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รักษาราชการแทนอธิบดีดีเอสไอ ได้ลงนามคำสั่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่ 100/2566 เรื่อง ให้ข้าราชการปฏิบัติราชการ เพื่อให้การบริหารงานบุคคล และการบริหารราชการของกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อทางราชการอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 จึงมอบหมายให้ข้าราชการปฏิบัติราชการจำนวน 27 ราย และมีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง
สมศักดิ์บอกทุกอย่างต้องชัดเจน
นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงกรณีการลงนามในคำสั่งโยกย้าย นายไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไปปฏิบัติหน้าที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และให้ พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ มารักษาราชการแทนอธิบดีดีเอสไอ ว่า เพื่อเรียกความเชื่อมั่นขององค์กรกลับคืนมาและต้องควบคุมให้อยู่ในกรอบครรลองของกม. เพราะตนจะไม่ยอมให้สิ่งที่ทุ่มเทมาตลอดทั้ง 4 ปีต้องเสียเปล่าแน่นอน ยิ่งใกล้เลือกตั้งต้องทำให้สังคมชัดเจน