Chonburi Sponsored

ล้มทั้งยืน สาวโบกรถกู้ภัย เข้าช่วยคนประสบเหตุรถชนดับ สุดท้ายพบเป็นศพของพ่อตัวเอง

Chonburi Sponsored
Chonburi Sponsored

ทำใจไม่ได้ สาวช่วยโบกรถกู้ภัยเข้าลำเลียงคนประสบอุบัติเหตุรถชนเสียชีวิต รู้สึกคุ้นป้ายทะเบียน สอบถามเจ้าหน้าที่และพี่สาวถึงกับทรุด เพราะคนเจ็บคือพ่อตัวเอง

วันที่ 22 มกราคม 2566 กลายเป็นเรื่องราวสุดสะเทือนใจ เมื่อเวลา 20.30 น. ของวันที่ 21 ม.ค. ที่ผ่านมา ร.ต.อ.กิตติกูล กองโคกกรวด รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.พานทองได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ ชนกับรถ SUV มีผู้เสียชีวิตและไฟกำลังลุกไหม้รถ บนถนนเลียบมอเตอร์เวย์ ฝั่งข้างโรงเรียนบ้านบางแสม หมู่ที่ 3 ต.บางนาง อ.พานทอง จ.ชลบุรี

จึงรีบรุดไปตรวจสอบ พร้อมด้วยหน่วยกู้ภัยสว่างอุทยานธรรมสถาน ในที่เกิดเหตุพบรถจักรยานยนต์ ยามาฮ่า ไม่ทราบรุ่น ทะเบียน 1กณ 3568 ฉะเชิงเทรา ไฟกำลังลุกไหม้อยู่ อาสาจึงใช้ถังดับเพลิงเคมีระงับเพลิงที่กำลังลุกไหม้จนดับพบว่าเหลือแต่ซาก

จากการตรวจสอบในที่เกิดเหตุ พบร่างนายโชติ ฉลอง อายุ 65 ปี นอนเสียชีวิตอยู่กลางถนน ในสภาพศีรษะแตกละเอียด ห่างกันเล็กน้อยพบรถยนต์นั่งส่วนบุคคลยี่ห้ออีซูซุ MU-X สีดำ ทะเบียน จห 7666 ชลบุรี จอดอยู่ข้างทาง สภาพด้านหน้ารถพังเสียหาย

ต่อมาทางญาติของผู้เสียชีวิตได้เดินมาดูศพ แล้วทรุดล้มร้องไห้ฟูมฟายอยู่ พร้อมเปิดเผยว่า ตนเองกำลังจะกลับบ้าน และได้เห็นกู้ภัยกำลังช่วยคนเจ็บอยู่ จึงได้จอดรถลงมาช่วยกู้ภัยโบกรถ แต่เมื่อเห็นกู้ภัยถือป้ายทะเบียนรถมา จึงทราบว่าเป็นรถที่พ่อของตนเองที่ขี่เป็นประจำ

จากการสอบถาม น.ส.วาสนา ทองดี อายุ 26 ปี ให้การว่าตนขับรถมาจากทางฉะเชิงเทรา เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ พบว่ามีรถจักรยานยนต์ที่วิ่งมาจากทางคลองชลประทาน ขับส่ายมาหาตน แม้จะพยายามเบรกรถแล้ว แต่ก็ไม่ทันจึงชนเข้าอย่างจัง ทำให้มีผู้เสียชีวิต หลังจากนั้นจึงโทร.แจ้งกู้ภัย

ทางด้านนายกิตติพัฒน์ ประเสริฐศรี อายุ 29 ปี อาสากู้ภัย เผยว่า ได้รับแจ้งว่ามีเหตุรถจักรยานยนต์ชนกับกระบะ จึงรีบตรวจสอบ มาถึงพบว่ามีไฟกำลังไหม้รถอยู่ข้างทางจึงใช้ถังดับเพลิงระงับไฟ ก่อนเดินเข้าไปตรวจสอบคนเจ็บปรากฏว่าได้เสียชีวิตแล้ว เพราะกะโหลกแตก จึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ทราบ

ถนนสายนี้ในเวลากลางคืนนั้นจะมืดมาก มีเพียงไฟจากบนถนนมอเตอร์เวย์ส่องมาเท่านั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณที่เกิดเหตุเพิ่มเติมอีกครั้งและได้นำตัวคนขับรถยนต์ไปสอบสวนอย่างละเอียดเพิ่มเติมที่ สภ.พานทอง เพื่อจะได้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ต่อมาผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่วัดเกาะแก้วคลองหลวง (วัดเหนือ) หมู่ 5 ต.ไร่หลักทอง อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ที่บริเวณศาลาอิ่มบุญ ซึ่งเป็นที่ตั้งพระอภิธรรมศพของนายโชติ ฉลอง ผู้เสียชีวิต บรรยากาศเต็มไปด้วยความเศร้าโศกเสียใจของทางญาติและลูกๆ

สอบถาม นางสาวศิลิลักษณ์ ศรีครุฑธา อายุ 34 ปี ลูกสาว ที่เป็นคนช่วยโบกรถกู้ภัยเข้าที่เกิดเหตุ เปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุช่วงนั้น เป็นช่วงเย็นตนเองและสามีได้เลิกงานออกมาพอดี กำลังจะกลับบ้าน มาถึงที่เกิดเหตุได้เห็นอุบัติเหตุ และมีคนนอนอยู่กลางถนน ตอนนั้นตนไม่รู้ว่าคนที่นอนนั้นเป็นใครเลยจอดรถ และรีบลงไปช่วยโบกรถ เพื่อไม่ให้ถูกรถที่วิ่งมาชนซ้ำ พร้อมกับโทรศัพท์แจ้งทางกู้ภัยให้มาตรวจสอบ จนเวลาผ่านไปที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจและกู้ภัยมาตรวจสอบ

จึงได้ถามว่าคนเสียชีวิตเป็นใคร และดูป้ายทะเบียนรถ ก็มารู้สึกว่าป้ายทะเบียนรถมันคล้ายๆ เป็นป้ายของรถพ่อตนเอง จึงได้รีบโทรศัพท์ไปถามพี่สาว จนมั่นใจว่าเป็นรถของพ่อ และศพที่นอนอยู่ก็เป็นศพพ่อของตัวเอง พอรู้ก็ทำอะไรไม่ถูก และแทบเป็นลมล้มทั้งยืน ซึ่งตนเองรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก

ด้านนางบุญสม ศรีครุฑธา อายุ 63 ปี ภรรยาของผู้ตายเล่าว่า วันเกิดเหตุสามีตนเองได้ขี่รถจักรยานยนต์ออกไปจากบ้านตั้งแต่ช่วงเวลา 10.00 น. เพื่อมาร่วมไหว้วันตรุษจีนที่บ้านญาติพี่น้อง และไหว้เสร็จก็ได้นั่งทานข้าวกันถึงเย็น ประมาณทุ่มกว่าๆ และมาได้ยินว่ามีอุบัติเหตุรถชนกันและเกิดไฟลุกไหม้

จนมีคนถ่ายลงในโซเชียล ต่อมาลูกสาวโทร. มาบอกว่าสามีประสบอุบัติเหตุรถชนเสียชีวิต ซึ่งก่อนหน้านี้ตนเองเคยบอกห้ามแล้วว่าอย่าขี่รถไกลมากนัก มันอันตราย แต่ก็ต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้จนได้

Chonburi Sponsored
อำเภอ พนัสนิคม

สมัยเมืองพนัสนิคม ในปี พ.ศ. 2371 กำเนิดเมืองขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชานุญาตให้กลุ่มลาวอาสาปากน้ำมาสร้างภูมิลำเนาขึ้นในพื้นที่รกร้างระหว่างเมืองชลบุรีกับเมืองฉะเชิงเทรา พระราชทานนามเมืองว่าพนัสนิคม (บางเอกสารเขียน“พนัศนิคม”) มีฐานะเป็นเมืองจัตวา ขึ้นกับกรมท่า กรุงเทพมหานคร ให้ท้าวอินทิสาร (บางเอกสารเขียน”อินทพิศาล”) หรือ ท้าวทุม ปลัดลาว เมืองสมุทรปราการ บุตรชายคนโตของท้าวไชย (บางเอกสารเขียน”ศรีวิไชย”) อุปราชเมืองนครพนม ให้เป็นเจ้าเมืองพนัสนิคมคนแรกและพระราชทานราชทินนามและบรรดาศักดิ์ที่พระอินทอาษา (บางเอกสารเขียน“อินทรอาษา, อินทอาสา, อินทราษา“) มีข้อความในพระราชพงศาวดารว่า “พวกลาวอาสาปากน้ำ ตั้งขึ้นเมื่อครั้งในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าสุลาลัย ภายหลังเมื่อปีชวดสัมฤทธิศก พวกลาวไม่สบาย ขอไปตั้งอยู่ที่เมืองพระรถ จึงโปรดให้ตัดเอาแขวงเมืองชลบุรี เมืองฉะเชิงเทรา มาตั้งเป็นเมืองขึ้นชื่อเมืองพนัศนิคม เจ้าเมืองชื่อพระอินทอาษา” (พระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3 เล่ม 2 ของ เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ฉบับคุรุสภา พิมพ์ครั้งที่หนึ่ง พ.ศ. 2504 หน้า 180) โดยลาวบุกเบิกเมืองพนัสนิคม เป็นลาวเมืองนครพนม อ้างถึงการอพยพมาสยามครั้งแรกนำโดยท้าวไชย อุปราชเมืองนครพนม เป็นโอรสในพระบรมราชา (ท้าวกู่แก้ว) เจ้าเมืองนครพนม (เมืองนครพนมในอดีต เป็นหัวเมืองในราชอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ ประเทศราชของสยาม) ไม่สมัครใจอยู่ในปกครองของพระบรมราชา (มัง) เจ้าเมืองนครพนมคนใหม่ จึงอพยพพาสมัครพรรคพวก บุตรหลาน ท้าวเพี้ย ขอพึ่งพระบรมโพธิสมภารพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2352 และโปรดเกล้าฯให้ตั้งบ้านเรือนอยู่คลองมหาวงษ์ เมืองสมุทรปราการ ยุคนั้นจึงเรียกคนกลุ่มนี้ว่าพวกลาวอาสาปากน้ำ แต่ทนสภาพแวดล้อมไม่ไหว เพราะเป็นชาวดอนน้ำจืด ถูกให้ไปอยู่เมืองลุ่มน้ำกร่อยและเค็ม เลยขอเปลี่ยนไปอยู่ที่อื่น ซึ่งสภาพใกล้เคียงที่ดอน ลาวนครพนมกลุ่มนี้ได้บุกเบิกสร้างเมืองพนัสนิคม