เนื่องในศุภวารดิถีขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2566 เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 31 ธ.ค.2565 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสแก่ปวงชนชาวไทย เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2566 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ความว่า ในวาระวันขึ้นปีใหม่พุทธศักราช 2566 ข้าพเจ้าขอส่งความระลึกถึงและความปรารถนาดีมาอำนวยพรแก่ทุกๆท่านให้มีความสุขกายสุขใจมีสติปัญญาแจ่มใสและเข้มแข็งตลอดจนสุขภาพที่แข็งแรง ประสบแต่ความสุขความเจริญโดยทั่วกัน
คนไทยเรานั้น มีน้ำใจไมตรีต่อกันใส่ใจช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันเสมอมา ไม่ว่าจะมีเรื่องราวเหตุการณ์ ใดๆเกิดขึ้น เราคนไทยก็ต่างพร้อมจะร่วมมือร่วมใจกัน ปัดเป่าบรรเทาความทุกข์ยากเดือดร้อนของกันและกันช่วยเหลือเกื้อกูลให้กำลังใจปลอบโยนซึ่งกันและกันเพื่อให้ความทุกข์ยากนั้นผ่อนคลายและบรรเทาลงการที่เราทั้งหลายสามารถร่วมมือร่วมใจ รับมือกับสถานการณ์ต่างๆไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ของโรค ระบาดหรือเหตุการณ์ภัยพิบัติใดๆ ที่เกิดขึ้นเราคนไทยก็สามารถร่วมมือแก้ไขและป้องกันจนสถานการณ์ต่างๆ เหล่านั้นผ่านพ้นและคลี่คลายไปได้ด้วยดี นั่นเป็นเพราะพื้นฐานจิตใจที่ดีงามของคนไทย ซึ่งมีความเมตตาเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน น้ำใจไมตรีอันทรงคุณค่าที่เราทุกคนมีแก่กันนี้เปรียบเสมือนพลังอันยิ่งใหญ่ที่ผนึกเข้าด้วยกันเป็นพลังสำคัญให้บ้านเมืองของเรานั้นมั่นคงดำรงอยู่และพัฒนาก้าวหน้ายิ่งๆขึ้นไปได้อย่างยั่งยืนถาวรตลอดไป
ขออำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ท่านเคารพนับถือ พร้อมด้วยพระบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จงคุ้มครองรักษาทุกท่านให้ปราศจากทุกข์ปราศจากภัยและมีความสุขความสำเร็จในสิ่งอันพึงปรารถนาตลอดศกหน้านี้และตลอดไป

โอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระราชทานบัตรอวยพรปีใหม่ ประจำปีพุทธศักราช 2566 แก่ปวงชนชาวไทย โดยด้านหน้าของบัตรพระราชทานพรปีใหม่ มีตราประจำพระราชวงศ์จักรีอยู่กึ่งกลาง ด้านล่างเป็นตราพระปรมาภิไธย วปร. และตราพระนามาภิไธย สท. เมื่อเปิดบัตรพระราชทานพร ด้านขวา มีพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ทรงฉายคู่กับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ใต้พระบรมฉายาลักษณ์พิมพ์พระปรมาภิไธย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระนามาภิไธย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ส่วนด้านซ้ายของบัตรพระราชทานพร มีข้อความว่า พระราชทานพรปีใหม่ พ.ศ.2566 พร้อมทั้งทรงลงพระปรมาภิไธยและพระนามาภิไธย
ขณะเดียวกัน บรรยากาศการเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าเมื่อค่ำคืนวันที่ 31 ธ.ค.ทั่วประเทศเป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีไฮไลต์ที่การเคาต์ดาวน์หรือนับถอยหลังก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ 2023 โดยจุดใหญ่อย่างศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ มีการจัดกิจกรรมเคาต์ดาวน์อย่างยิ่งใหญ่ “centralwOrld Bangkok CountdOwn 2023 Times Square of Asia” ที่บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ร่วมกับพันธมิตรการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ (RSTA) และพันธมิตร 8 องค์กรธุรกิจชั้นนำ ปิดถนนราชดำริระหว่างแยกราชประสงค์ถึงแยกประตูน้ำ จัดขึ้นเพื่อร่วมนับถอยหลังสู่ศักราชใหม่ 2023 ไปพร้อมกับคนทั่วโลก บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ผู้คนทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาตินับพันหลั่งไหลทยอยมารอร่วมกิจกรรมกันตั้งแต่เวลา 14.00 น. ก่อนที่ผู้จัดงานจะเปิดประตูเริ่มงานในเวลา 18.00 น. ท่ามกลางมาตรการความปลอดภัยอย่างเข้มงวดจากเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาล
กระทั่งเวลา 19.00 น. ผู้คนซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นคนหนุ่มสาว รวมถึงแฟนคลับของชอง จี-ฮุน หรือเรน นักร้องและนักแสดงซุปเปอร์สตาร์ชาวเกาหลีใต้ มารวมตัวหน้าเวทีคอนเสิร์ตจนแน่นเต็มถนนราชดำริ ซึ่งเปิดเวทีด้วยทัพศิลปินท็อปชาร์ตเมืองไทย โบกี้ ไลอ้อน วิโอเลต วอเทียร์ โอ๊ต-ปราโมทย์ โจอี้บอย 4 EVE พีพี-กฤษฏ์ บิวกิ้น-พุฒิพงศ์ ทรีแมนดาวน์ นนท์-ธนนท์ และปิดท้ายความสนุกสุดมันด้วยมินิคอนเสิร์ตจาก “เรน” ซุปเปอร์สตาร์ตำนานคิง ออฟ เค-ป๊อป ชาวเกาหลีใต้ จากนั้นทุกคนได้ร่วมนับถอยหลังวินาทีข้ามปีพร้อมกับคนทั่วโลก และปิดท้ายค่ำคืนสุดท้ายของปี 2022 ด้วยวินาทีเคาต์ดาวน์แห่งประวัติศาสตร์กับการแสดงพลุ 180 Degree Musical Fireworks Extravaganza สุดตระการตานานกว่า 15 นาที โดยมีการถ่ายทอดวินาที Countdown 15 นาทีสุดท้ายของปีทั่วกรุงเทพฯ ผ่านบนจอ LED ขนาดยักษ์ที่แยกสาธร แยกนานา ชิดลม อโศก ยิ่งใหญ่ สมกับเป็น Times Square แห่งเอเชีย นอกจากนี้ เซ็นทรัลพัฒนา ปักหมุด Thailand Countdown 2023 แลนด์มาร์กเคาต์ดาวน์ทั่วประเทศ ณ เซ็นทรัล ภูเก็ต, เชียงใหม่, พัทยา, มารีนา, หาดใหญ่, อยุธยา และโคราชด้วย
จากนั้นเป็นการแสดงพลุสุดตระการตา 5 องก์ ได้แก่ องก์ที่ 1 ‘Equality’ พลุ Spectrum เฉดสีรุ้งตระการตาสดใส Colorful สื่อถึงความเคารพในความหลากหลายและความเท่าเทียมกันของทุกคนในสังคม องก์ที่ 2‘Prosperity’ ประกายระยิบระยับเรืองรองของพลุสีทอง Golden Era สะท้อนอนาคตอันรุ่งโรจน์ของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศไทยที่จะกลับมาสดใสอีกครั้ง องก์ที่ 3 ‘Peace’ สีน้ำเงินแซฟไฟร์ สัญลักษณ์แห่งความสงบสุขและสันติภาพ พลังแห่งการเริ่มต้นเพื่อก้าวไปสู่ศักราชใหม่ร่วมกัน องก์ที่ 4 ‘People of the Century’ พลุสีชมพูเหลือบทอง เปรียบเหมือนผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกที่เดินทางมาฉลองวินาทีแห่งประวัติศาสตร์ ให้ความรู้สึกถึงความหวังของผู้คนที่หลอมรวมกัน และองก์ที่ 5 ‘Imagining’ จุดประกายพลังแห่งความสร้างสรรค์และความคิดบวกจากคนไทยไปสู่คนทั่วโลกเป็นบทสรุปแห่งจินตนาการเพื่อวันข้างหน้า เพื่ออนาคตที่ดีและยั่งยืน โดยพลุทั้ง 5 องก์ ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตร ได้แก่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, บริษัท มาดามฟิน จํากัด, บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จํากัด
ขณะที่บรรยากาศการจัดเคาต์ดาวน์ที่ห้างสรรพสินค้าไอคอนสยาม ก็ยิ่งใหญ่อลังการเช่นกัน ด้วยไฮไลต์อยู่ที่การแสดงพลุสุดอลังการและต่อเนื่องกว่า 30,000 ดอก ความยาวกว่า 1,400 เมตร ครอบคลุม รัศมีการชมกว่า 5 กิโลเมตร ยิ่งใหญ่และยาวที่สุดในประเทศไทย ที่สำคัญนี่คือครั้งแรกกับพลุในรูปแบบ Hybrid-World Countdown ผ่านเทคโนโลยี Augmented Reality นอกจากนี้ ยังมีศิลปินดัง มาร่วมมอบความบันเทิง รวมถึงเค-ป๊อปชื่อดัง มาร์ค ต้วน หนึ่งในสมาชิก GOT7 ที่เรียกเสียงกรี๊ดจากเหล่า แฟนคลับหรืออากาเซ่ได้อย่างมาก
ส่วนงาน Thailand Countdown 2023 จัดโดยเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟรอนซ์ ถนนเจริญกรุง มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศมาร่วมงานกันอย่างเนืองแน่น เจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสถานที่ได้สแกนอาวุธตรวจกระเป๋าสัมภาระทุกคนที่จะเข้ามาในงานอย่างเข้มข้น ส่วนตำรวจจราจร ได้ลงพื้นที่ช่วยกันเคลียร์เส้นทางสัญจรบนถนนเจริญกรุง ตั้งแต่แยกถนนตกถึงแยกถนนจันทน์ ระยะทางประมาณ 4 กม.
วันเดียวกัน นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่าบรรยากาศวันหยุดยาวในช่วงเทศกาลปีใหม่ระหว่างวันที่ 24 ธ.ค.2565-2 ม.ค.2566 หรือช่วง 10 วันในเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่จะมีชาวต่างชาติเข้ามา 7-8 แสนคน สร้างรายได้ 26,303 ล้านบาท เมื่อรวมกับคนไทยเที่ยวในประเทศช่วงปีใหม่ 3.13 ล้านคนครั้ง สร้างรายได้ 11,200 ล้านบาท เฉพาะช่วงนี้มีรายได้จากการท่องเที่ยวรวม 37,503 ล้านบาท โดยคนไทยออกเดินทางท่องเที่ยวคึกคักมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา หลังจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เบาบาง โดย ททท.สนับสนุนการจัดงานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ใน 5 ภูมิภาค ทั่วประเทศและในกรุงเทพฯ ได้จัดงาน ณ ท่าวัดโพธิ์ เขตพระนคร ภายใต้แนวคิด “รุ่งอรุณแห่งศรัทธา ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2566” ภายในงานมีไฮไลต์การแสดงพลุประกอบดนตรีที่สวยงามตระการตาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาต่อเนื่องกว่า 5 นาที เบื้องหน้าแลนด์มาร์กสำคัญ “พระปรางค์วัดอรุณราชวรารามราชวรมหา วิหาร” พร้อมขับกล่อมด้วยบทเพลงจากศิลปินชื่อดัง
ทั้งนี้ ททท.ขอขอบคุณผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยที่เป็นกำลังสำคัญในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจด้วยการท่องเที่ยวตลอดปี 2565 และขอบคุณคนไทยที่ร่วมกันเป็นเจ้าบ้านที่ดีต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยมิตรไมตรีแบบไทย ทั้งแสดงสัญญาณการก้าวเข้าสู่ปีที่ 2 ของปีท่องเที่ยวไทย 2566 หรือ Visit Thailand Year 2023 : Amazing New Chapters โดยคาดว่าการจัดงานในพื้นที่ กทม.หลายๆ จุด จะมีผู้เข้าร่วมประมาณ 220,000 คน สร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านบาท
สำหรับบรรยากาศการท่องเที่ยวเฉลิมฉลองปีใหม่ตามแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศในค่ำคืนวันส่งท้ายปี 2565 ก็คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวที่หวังรอชมแสงสุดท้ายของปีและร่วมรับแสงอรุณแรกของศักราชใหม่ โดยที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ นายเกรียงไกร ไชยพิเศษ หัวหน้าอุทยานฯ เปิดเผยว่า มีนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างชาติ ณ วันที่ 30 ธ.ค. รวม 11,493 คน ที่แห่มาสัมผัสอากาศหนาวยะเยือกที่ลดต่ำเหลือ 5 องศา บนยอดดอยที่กิ่วแม่ปานวัดได้ 8 องศา ที่จุดทำการอุทยานฯวัดได้ 11 องศา ขณะที่สะพาน อุตตมานุสรณ์ (สะพานไม้) ก็เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาถ่ายรูปและเดินรับลมหนาวบนสะพาน ทำให้สะพานมีอาการสั่น ส่งผลให้นายสุทธิพร ศิวเวทพิกุล นายอำเภอสังขละบุรี วางมาตรการจำกัดจำนวนคนที่จะลงเดินบนสะพานฯ โดยให้เจ้าหน้าที่จัดระเบียบคนที่จะเดินเที่ยวบนสะพาน กำหนดไม่เกินรอบละ 400 คน เริ่มตั้งแต่เย็นวันที่ 31 ธ.ค.2565-เช้าวันที่ 2 ม.ค.2566
ส่วนที่บริเวณท่าเทียบเรือเกาะลอยศรีราชา ซึ่งเป็นท่าเทียบเรือศรีราชา-เกาะสีชัง จ.ชลบุรี มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาเป็นครอบครัว หมู่คณะ และเป็นคู่ เพื่อลงเรือโดยสารข้ามฟากไปพักผ่อนในช่วงวันหยุดยาวติดต่อกันหลายวัน ช่วงเทศกาลปีใหม่เป็นจำนวนมาก ทำให้บริเวณปลายสะพานท่าเทียบเรือฯคึกคักขึ้นมาเป็นอย่างมาก คาดว่าจะมีเงินสะพัดในพื้นที่ช่วงวันหยุดนี้หลายล้านบาท หลังการท่องเที่ยวในอำเภอศรีราชาและนักท่องเที่ยวที่เลือกเดินทางมาท่องเที่ยวเกาะสีชัง