หะเบสสมอพลัน ออกสันดอนไป
ลัดไปเกาะสีชัง จนกระทั่งกระโจมไฟ
………………………………
………………………………….
เกิดมาเป็นไทย ใจร่วมกันและดี
รักเหมือนพี่เหมือนน้อง ช่วยกันป้องปฐพี
สยามเป็นชาติของเรา อย่าให้เขามาย่ำยี
ถึงเรือจะจมในน้ำ ธงไม่ต่ำลงมา
นี่คือเนื้อเพลงในบทเริ่มต้นและตอนหนึ่งของเพลงดอกประดู่ ซึ่งถือว่าเป็นเพลงของทหารเรือไทยเป็นเพลงซึ่งเป็นพระนิพนธ์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ องค์พระบิดาของทหารเรือไทย พระองค์ได้นิพนธ์เพลงนี้ขึ้นเมื่อประมาณปีพุทธศักราช 2448 โดยน่าจะมีแรงบันดาลใจสำคัญจากเหตุการณ์วิกฤตการณ์ปากน้ำ ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่กองทัพเรือฝรั่งเศสได้ยกทัพมาปิดปากแม่น้ำเจ้าพระยา โดยอ้างว่าเป็นการแสดงแสนยานุภาพ แต่ในที่สุดก็ได้เกิดการสู้รบ ระหว่างเรือรบฝรั่งเศสกับทหารเรือไทยที่ประจำอยู่บนป้อมพระจุลจอมเกล้าบริเวณปากน้ำ ในการปะทะครั้งนี้ทหารเรือไทยเสียชีวิต 8 นาย แต่ก็สามารถยิงเรือนำร่องของฝรั่งเศสจนท้องทะลุและแล่นไปเกยตื้น โดยมีทหารฝรั่งเศสเสียชีวิต 3 นาย ก่อนที่จะเริ่มมีการเจรจากัน และในที่สุดประเทศไทยจำเป็นต้องจ่ายเงินจำนวน 2 ล้านฟรังก์ ให้กับรัฐบาลฝรั่งเศส เพื่อสงบศึกในครั้งนั้นเพื่อรักษาอิสรภาพของประเทศไว้ให้ได้
อาจกล่าวได้ว่ากองทัพเรือไทยนั้น ถือว่าเป็นกองทัพที่มีความสามารถและมีความเข้มแข็ง นายทหารและทหารทุกนายได้รับการฝึกอบรมให้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการรบทางทะเลเป็นอย่างดี ตลอดจนเป็นทหารที่มีระเบียบวินัยสูงเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป
ต้องขอแสดงความเสียใจเป็นอย่างยิ่งจากการที่ลูกราชนาวีของไทยจำนวนหนึ่งต้องเสียชีวิตและสูญหายจากเหตุการณ์เรือรบหลวงสุโขทัยล่มลงกลางทะเล ในแถบจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ต่อเนื่องไปถึงชุมพร จากการที่ต้องผจญกับกระแสลมที่รุนแรงและคลื่นขนาดใหญ่ที่กล่าวกันว่ามีขนาดสูงมากกว่าตึก 2- 3 ชั้น จนทำให้ท้องเรือซึ่งมีอายุใช้งานมานานพอสมควร ไม่อาจจะต้านทานต่อแรงปะทะของกระแสน้ำที่มีความรุนแรงมหาศาลได้จนท้องเรือแตกและน้ำรั่วไหลเข้าในลำเรืออย่างรวดเร็ว
ถึงแม้ว่าลูกราชนาวีทั้งหมดจำนวนกว่า 100 ชีวิตซึ่งได้รับการอบรมมาอย่างดีเยี่ยมจะได้พยายามอย่างเต็มที่ในการซ่อมแซมรอยรั่ว แต่ก็ไม่อาจสู้กับความรุนแรงของกระแสน้ำที่ทะลักเข้ามาในเรือได้ จนในที่สุดทำให้เกิดน้ำท่วมห้องเครื่องยนต์และเครื่องกำเนิดกระแสไฟฟ้า จนทำให้ไฟดับทั้งลำเรือ ทำให้การบังคับเรือไม่อาจจะเป็นไปได้อีกต่อไป ต้นหนเรือจำเป็นต้องปล่อยให้เรือถูกพัดไปตามกระแสคลื่นที่ถาโถมอย่างรุนแรง ปริมาณน้ำทะเลที่ไหลเข้าท้องเรือมีจำนวนมากจนทำให้เรือรบหลวงลำนี้เอียงลงอย่างรวดเร็วและในที่สุดก็ล่มลงกลางทะเลบริเวณจุดที่เกิดเหตุ
ทุกชีวิตที่อยู่บนเรือจำเป็นต้องสละเรือเพื่อเอาตัวรอด แต่ท่ามกลางความมืด กระแสลมที่รุนแรงและคลื่นขนาดใหญ่ ถึงแม้จะมีเรือยางและชูชีพเพื่อใช้ในการช่วยพยุงตัวให้ลอยอยู่ในทะเล แต่ในที่สุดก็ไม่สามารถที่จะทำให้ลูกราชนาวีทั้งหมดรอดชีวิต กลับสู่ผืนแผ่นดินได้ นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของกองทัพเรือไทย ซึ่งไม่เพียงแต่นำมาซึ่งความโศกสลดของพ่อแม่ญาติพี่น้องของลูกราชนาวีซึ่งถือว่าได้เสียชีวิตในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ราชการเท่านั้น แต่ยังนำมาซึ่งความเศร้าโศกเสียใจของประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ซึ่งมีความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และทราบดีว่ากองทัพนั้นไม่ว่าจะเป็นทัพไหนเมื่อถึงเวลาที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติ เขาเหล่านั้นจะปฏิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุดด้วยความเสียสละ และยอมได้แม้แต่ชีวิตเพื่อรักษาชาตินี้ไว้ให้ได้
เชื่อว่าแม้แต่ดวงพระวิญญาณของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชผู้ทรงกู้ชาติไทยกลับคืนมาเมื่อปีพ.ศ. 2310 หลังจากเสียกรุง โดยพระองค์ทรงนำกองทัพเรือจำนวนประมาณ 100 ลำ เดินทางจากจังหวัดจันทบุรี ล่องเข้าสู่ปากน้ำเจ้าพระยาและขึ้นไปตีกองทัพพม่าที่รักษากรุงศรีอยุธยาอยู่ที่ค่ายโพธิ์สามต้นจนแตก และได้ประกาศอิสรภาพให้ประเทศไทยคงอยู่มาจนทุกวันนี้ ก็ได้เฝ้าดูเหตุการณ์นี้อยู่เช่นกัน
เป็นสิ่งที่ยืนยันว่ากองทัพเรือไทยนั้นเป็นกองทัพที่เข้มแข็งและได้สู้รบเพื่อป้องกันประเทศชาติ ตั้งแต่ครั้งอดีตกาลมาจนถึงปัจจุบันนี้ ได้รักษาอิสรภาพของชาติไว้ให้กับคนรุ่นหลังได้มีแผ่นดินอาศัยอย่างภาคภูมิใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวไทยทุกคนจะต้องตระหนักและรำลึกไว้เสมอ
มีคนจำนวนหนึ่งได้พยายามที่จะพูดถึงเหตุการณ์ในครั้งนี้ในลักษณะที่ พยายามกล่าวโทษและกล่าวหาในทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งกองทัพเรือลามปามไปถึงรัฐบาลว่าจะต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ ถึงขนาดบอกว่านายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมควรจะต้องลาออกไป บุคคลเหล่านี้ยังเป็นผู้ที่มีความเป็นคนไทยอยู่หรือ สิ่งที่เขาเหล่านั้นดำเนินการอยู่นั้นมีแต่ความพยายามที่จะทำให้เกิดความแตกแยกสามัคคีในหมู่คนไทยของเราเอง ทำให้อาจจะคิดได้ว่าขณะที่เขาได้พูดจาหรือสื่อสารออกไปนั้น เขากำลังอยู่ในภาวะที่ขาดสติและสัมปชัญญะ และที่น่าสมเพชคือบางคนที่พูดนั้นก็เรียกตัวเองว่าเป็นนักการเมือง ทำให้คิดว่าคนเหล่านี้นะหรือที่จะขึ้นมาบริหารประเทศ
การช่วยชีวิตคนในภาวะฉุกเฉินนั้นผู้ที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์หรือมีประสบการณ์จริงจะไม่ทราบเลยว่าบางครั้งภาวะวิกฤตในขณะนั้นเป็นเรื่องยากที่สุดที่จะช่วยเหลือ อันเนื่องมาจากสภาพแวดล้อมของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและลักษณะความรุนแรงของอาการของผู้ที่ตกอยู่ในภาวะฉุกเฉิน การฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินซึ่งบางรายประสบอันตรายจนรุนแรงจนเป็นความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตนั้น จึงเป็นเรื่องจำเป็นและได้เกิดขึ้นมานานแล้ว
ในส่วนของรถฉุกเฉินที่เรียกว่า ambulance นั้นจะมีเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับการอบรมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานที่เรียกว่า BLS (Basic Life support) ประจำอยู่ในรถทุกคัน ซึ่งจะมีความรู้ในการรักษาพยาบาลเพื่อช่วยชีวิตในเบื้องต้น รวมทั้งการนำส่งผู้ป่วยฉุกเฉินไปยังสถานพยาบาล
ส่วนในสถานพยาบาล ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ในห้องผู้ป่วยฉุกเฉินจะเป็นแพทย์ที่เรียนมาเฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ฉุกเฉิน และ/หรือ ได้รับการอบรมการช่วยชีวิตชั้นสูง ที่เรียกว่า ACLS (Advanced Cardiovascular Life Support) ส่วนพยาบาลและเจ้าหน้าที่อื่นๆ จะได้รับการอบรมที่เรียกว่า BLS เป็นส่วนใหญ่หรือทั้งหมด บุคลากรเหล่านี้จะพร้อมในการดูแลรักษาให้การช่วยเหลือผู้ที่ได้รับภยันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน โดยจะทำงานเป็นทีม ซึ่งจะทำให้ผู้บาดเจ็บดังกล่าวได้รับการรักษาดูแลเพื่อให้รอดชีวิตอย่างเต็มกำลังความสามารถ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับอาการบาดเจ็บว่ารุนแรงมากน้อยเพียงใดด้วย
หากอุบัติเหตุนั้นเกิดการกระทบกระเทือนที่สมองอย่างรุนแรง เช่น กะโหลกศีรษะแตก ศีรษะยุบ มีเลือดออกในสมองอย่างมาก การช่วยชีวิตแม้จะทำอย่างเต็มที่ก็ไม่อาจทำให้ผู้ป่วยรอดชีวิตได้ เช่นเดียวกับอุบัติเหตุที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บของหน้าอกและช่องท้อง ทำให้กระดูกซี่โครงหักหลายซี่มีเลือดออกในช่องปอดหรือแม้แต่ช่องเยื่อหุ้มหัวใจทำให้ปอดและหัวใจทำงานไม่ได้ หรือการที่มีตับแตกม้ามแตกซึ่งจะทำให้เสียเลือดจำนวนมาก ก็ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้เช่นกัน
ในกรณีที่มีการเกิดอุบัติเหตุหมู่ ซึ่งในจุดเกิดเหตุอาจจะมีทั้งผู้เสียชีวิต ผู้ที่กำลังจะเสียชีวิต ผู้บาดเจ็บที่มีอาการรุนแรงและผู้บาดเจ็บเพียงเล็กน้อย และมีจำนวนหลายคนนั้น การช่วยชีวิตจะต้องอาศัยทีมจำนวนมากเช่นกันในการคัดแยกอาการของผู้ป่วยและการนำส่งสถาพยาบาล ซึ่งเมื่อผู้ป่วยถูกนำส่งถึงสถานพยาบาล จะมีการคัดแยกผู้ป่วยตามอาการออกเป็น 4 กลุ่ม คือสีเขียว เป็นกลุ่มที่มีอาการน้อยที่สุด สีเหลืองมีอาการพอสมควร สีแดงมีอาการอันอาจจะเป็นอันตรายจนถึงแก่ชีวิต และสีน้ำเงินคือผู้ป่วยที่เสียชีวิตก่อนถึงโรงพยาบาล
ผู้ป่วยกลุ่มสีแดงจะได้รับการรักษาเร่งด่วนกว่ากลุ่มอื่น และหากจะต้องผ่าตัดเพื่อการรักษาก็จะกระทำโดยทันที ผู้ป่วยกลุ่มสีเหลืองจะเป็นกลุ่มที่ได้รับการรักษาเป็นอันดับที่ 2 ส่วนกลุ่มสีเขียวนั้นจะเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ได้รับการดูแลรักษาและส่วนใหญ่จะกลับบ้านได้
แน่นอนว่าเมื่อผู้ป่วยเข้าถึงสถานพยาบาลแล้วจะมีระบบที่รองรับการรักษาอย่างชัดเจน ซึ่งกรณีนี้ย่อมแตกต่างจากกรณีเรือรบหลวงสุโขทัยล่มท่ามกลางกระแสลมแรงและคลื่นที่มีขนาดสูงใหญ่อันเป็นสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ แม้แต่ทีมช่วยเหลือที่มีประสบการณ์ก็ยากที่จะเข้าถึงจุดเกิดเหตุและช่วยเหลือโดยทันที แม้ผู้ประสบอุบัติเหตุจะมีอุปกรณ์ในการช่วยชีวิต เช่น ชูชีพ ก็ไม่อาจช่วยทุกชีวิตที่ลอยคออยู่ในทะเลที่บ้าคลั่งได้อย่างแน่นอน การสูญเสียจึงย่อมต้องเกิดขึ้น
ขอให้ดวงวิญญาณของทหารที่เป็นลูกราชนาวีไทยทุกคน ซึ่งเสียชีวิตในขณะปฏิบัติภารกิจของทางราชการนั้น จงไปสู่สุคติในสัมปรายภพ หากดวงวิญญาณของท่านรับรู้ได้ขอให้ได้รับทราบว่าประชาชนชาวไทยที่มีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสน์กษัตริย์ จะรำลึกถึงการเสียสละจนถึงแก่ชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนี้ของทุกท่านชั่วกาลนาน
นายแพทย์ปิยะ เนตรวิเชียร