Chonburi Sponsored

“หนู” เปล่าน้า เค้ามาเอง “ภูมิใจไทย” ครื้นเครง พรรคพลังลุงสุดอลเวง

Chonburi Sponsored
Chonburi Sponsored


ผู้จัดการสุดสัปดาห์ – อุณหภูมิการเมืองไทยร้อนแรงขึ้นทุกขณะ พรรคการเมืองน้อยใหญ่เคลื่อนไหวกันอย่างคึกคัก นับถอยหลังการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง โดยเฉพาะกับ “พรรคภูมิใจไทย” ที่มี “เสี่ยหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นหัวหน้า ด้วยมีนักการเมืองระดับแถวหน้าจากพรรคต่างๆ ทั้ง “ฝ่ายค้าน” และ “ฝ่ายรัฐบาล” ตบเท้าเข้าไปร่วมงานเป็นจำนวนไม่น้อย

กลายเป็น “แลนด์สไลด์เล็กๆ” ในช่วงโหมโรงก่อนการเลือกตั้งครั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า

จนถึงกับต้องมีการออกตัวเพื่อไม่เกิดความบาดหมางในหมู่เพื่อนพ้องน้องพี่ฝ่ายเดียวกันว่า “หนูเปล่าน้า เค้ามาเอง” กันเลยทีเดียว

ขณะที่เมื่อภาพตัดฉับไปที่ “พรรคพลังลุง” ทั้ง “พรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมไทยสร้างชาติ” ก็ดูเหมือนจะยังอลเวงกันไม่สุด เมื่อ “คนคุมเกม” อย่าง “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ถือดาบ “ยุบสภา” อยู่ในมือ ที่ยังยึดสไตล์ “ดึงเชง” อยู่เหมือนเดิม ทั้งที่แน่ยิ่งกว่าแช่แป้งแล้วว่า “นายกฯ ตู่” จะไม่ไปต่อกับ “ค่ายพลังป้อม” พรรคพลังประชารัฐ และบ่ายหน้าไปขึ้น “นั่งร้านใหม่” อย่าง “พรรครวมไทยสร้างชาติ”
หลังผ่านฤกษ์งามยามดี 21 พฤศจิกายน 2565 ที่ผ่านมา ที่เดิมว่ากันว่าจะเปิดตัวกับพรรคใหม่ในฐานะ “ประธานพรรค” แต่วันนั้นก็แค่เป็นการเข้าไปกราบลา “พี่ป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เท่านั้น

โดยฟากฝั่ง “นั่งร้านเก่า” ของ “ลุงป้อม” ที่ตีธงทำพรรคพลังประชารัฐต่อก็วุ่นวายไม่น้อย แม้จะล็อกบรรดา “บ้านใหญ่” ไว้อยู่หมัด แต่พอดึง “ตัวตึง” อย่าง “เฮียมิ่ง” มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ นักการตลาดการเมืองตัวยง เข้ามาเสริมทัพ ก็ทำเอาคนในพรรคต้องกุมขมับ กับการแถลงข่าวเปิดตัวแค่ทีเดียว ที่ก่อศัตรูมากกว่าสร้างมิตร จนทำท่าจะทำงานต่อไปกันยาก

หลังฝุ่นควันเริ่มจางก็ได้เห็นหน้าคร่าตาไพร่พลที่ยังไม่ทิ้ง “นายป้อม” ไปไหน ไม่ว่าจะเป็นซุ้มปากน้ำของ “เสี่ยเอ๋” ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม, ซุ้มมะขามหวานของ สันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรค, ซุ้มชากังราวของ “เฮียต๋อง” วราเทพ รัตนากร, บ้านรัตนเศรษฐ ของ “ป๋ายักษ์” วิรัช รัตนเศรษฐ, ซุ้มสระแก้วของ “ครูเหน่ง” ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รวมไปถึง “ก๊วนสามมิตร” บางส่วน ภายใต้การนำของ “สมศักดิ์ เทพสุทิน – อนุชา นาคาศัย”

ลืมไม่ได้กับ “ก๊วนผู้กอง” ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา ที่ได้กลับมาแบบไม่ใหญ่เหมือนเดิม และ “เจ๊แหม่ม” นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรค ที่เพิ่งยกตัวเองเป็น “มาดามนครบาล” เมื่อไม่นานมานี้
ขณะที่ “นั่งร้านใหม่” พรรครวมไทยสร้างชาติ ของ “เสี่ยตุ๋ย” นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง ในฐานะหัวหน้าพรรค ก็เดินหน้าได้ไม่สุด ติดกุกติดกักกับลีลาดึงเชงของ “ลุงตู่”

อุตส่าห์ตั้งไข่-ต่อบ้านรอ เปิดตัวฉูดฉาด ลาก “บิ๊กเนม” เข้าพรรคได้แบบที่พรรคพวกมองค้อน โทษฐาน “ตกปลาบ่อเพื่อน” จนเจอปล่อยข่าวเจาะยางว่า “ลุงตู่” อาจจะไม่ไปต่อทางการเมืองออกมาตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

ข่าวลือเรื่อง “บิ๊กตู่” จะเท ไม่มาตามนัดหึ่งทั่วสารทิศ ซุบซิบกันอีกว่า มีปัญหาการจัดโครงสร้างพรรคที่ไม่ตรงใจ ตามประสา “คนประชาธิปัตย์เก่า” ที่เอาแต่พรรคพวกตัวเองเป็นใหญ่

ไม่ทันไรก็มีข่าวว่า ตบตีแย่งชิงอำนาจในพรรคกันวุ่นวาย รายของ “เสี่ยเฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่ตั้งใจจะได้เป็นใหญ่ในพรรคนี้ จ้องเก้าอี้เลขาธิการพรรคไว้ แต่พอวัดพลังกันแล้ว ก็เบียด “เลขาฯขิง” เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ที่วันนี้ “ฟูลพาวเวอร์” ไม่ไหว

ปรามาสกันเสียคน จากสมญาที่ “เสี่ยเฮ้ง” แต่งตั้งตัวเองเป็น “มังกรน้ำเค็ม” เจอเปลี่ยนเป็น “มังกรน้ำลาย” หงายเงิบไปเลยทีเดียว

ขณะที่การจัดตัวผู้สมัคร ส.ส. ก็ให้น้ำหนักไปทาง “เพื่อนเก่า” จาก “ค่ายสะตอ” ที่ย้ายตามมา ทั้งที่เป็น ส.ส.สอบตกคราวก่อนมากกว่า ทำให้คนที่จะตาม “ลุงตู่” มาจากพรรคพลังประชารัฐ เบรกล้อถัดเลี้ยวกลับไปอยู่กับ “ลุงป้อม” ต่อ

เรื่อยไปถึงข่าวปล่อยสกัด “กำนันเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. ไม่ให้มายุ่มย่ามกับพรรครวมไทยสร้างชาติ เพราะกลัวจะทำคะแนน “ลุงตู่” หาย

เหล่านี้คือ ข่าวคราวที่ออกมาถี่ยิบ สะท้อนภาวะไม่ราบเรียบในส่วนของพรรครวมไทยสร้างชาติ

แม้แต่วันนี้ยังมีบางคนหวาดระแวงไม่วางใจว่า “บิ๊กตู่” จะมาตามนัด แม้จะมีคนพาเข้าบ้านไปพบเพื่อยันยันแล้วก็ตาม

นั่นเป็นเพราะบางคนเชื่อว่า การที่ “บิ๊กตู่” ประกาศไปต่อ และแบะท่าว่าจะอยู่กับพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อให้การทำงานยังขับเคลื่อนไปได้จนสุดเทอม แต่ถึงเวลาจริง หากสถานการณ์ไม่เอื้อ ดูแววแล้วไม่มาแน่ ก็พร้อม “เท” เหมือนกัน

ฉะนั้น พรรครวมไทยสร้างชาติวันนี้จึงยังอยู่ในภาวะ “ลูกผี-ลูกคน” จนกว่า “บิ๊กตู่” จะประกาศออกจากปากว่ามาแน่ ถึงจะแบเบอร์ร้อยเปอร์เซ็นต์

เป็นรูปการณ์ของ “พรรคพลังลุง” ที่ยังดูไม่สู้ดี แม้จะเชื่อกันว่า ยังคงมีแต้มต่อได้เป็นรัฐบาลหลังเลือกตั้ง ด้วยมี “พรรค ส.ว.” ที่มี 250 เสียงรอโหวตนายกฯ อยู่ก็ตาม

ผิดกับ “ค่ายเซราะกราว” พรรคภูมิใจไทย ภายใต้การถือธงนำของ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรค และมี “น้าเน” เนวิน ชิดชอบ เป็นผู้กำกับการถ่ายทำ ที่วันนี้ใหญ่บึ้มคับเวทีการเมืองและถือว่า “เนื้อหอมขั้นสุด” เมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน

ถือฤกษ์เบิกร่อง ใช้ที่ทำการพรรคย่าน ถ.พหลโยธิน ใกล้ ม.เกษตรศาสตร์ ที่รีโนเวทพรรคใหม่ ยิ่งใหญ่อลังการ เปิดตัว ส.ส.เกือบครึ่งร้อย ที่หอบผ้าหอบผ่อน ขอมาใช้แบรนด์ภูมิใจไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ตีธงนัดพร้อมให้ 30 ส.ส.จากแทบทุกพรรคในสารบบการเมืองไทย ยื่นใบลาออกจากตำแหน่ง และจากต้นสังกัดเดิม เพื่อมาร่วมงานแกรนด์โอเพนนิ่งที่ทำการ “ค่ายเซราะกราว”


กระทั่ง “ลุงป้อม” ยังบ่นพรึมว่า ดูดกันขนาดนี้ เอาไปให้หมด จะได้ปิดพรรรคพลังประชารัฐไปเลย ส่วน “ค่ายดูไบ” พรรคเพื่อไทย ก็ได้แต่โวยวายว่า เข้าข่าย “ธนกิจการเมือง” ด้อยค่า ส.ส.ย้ายพรรค เพราะในสถานะฝ่ายค้านรู้ดีว่า ไม่มีอะไรไปสู้

ตามใบสั่งจากเมืองเซราะกราว ให้ชิงจังหวะเปิดตัวแต่หัววัน สั่งเจ้าหน้าที่พรรคให้ต่อโทรศัพท์หา “กองทัพงูเห่า” ขอสำเนาเอกสาร ทั้งบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน พิมพ์เอกสารเดินเรื่องลาออกจาก ส.ส.ให้เสร็จสรรพ ตามปฏิบัติการ “ล็อกคอ” ไม่ให้ใครเบี้ยว

อย่างที่รู้กัน ลมปากนักการเมืองมีระดับความน่าเชื่อถือต่ำที่สุด ส.ส.หลายคนทีพูดจะมาๆ สัญญากันไว้ดิบดี แต่พอถึงเวลาหันหัวรถเลี้ยวกลับ ไม่มาตามนัด แบบนี้มีให้เห็นกันบ่อย

แต่มุกอิดออด ตุกติกใช้ไม่ได้กับ “ครูใหญ่เน” ที่ชั่วโมงบินทางการเมืองแน่นปึ้ก เหลี่ยมคูไม่เป็นสองรองใครในตองอู เปิดปฏิบัติการมัดมือมัดเท้า อุ้มเข้าพรรค ไม่มีจังหวะให้เอ่ยคำว่า “แต่”

นั่นเพราะที่ผ่านมา ส.ส.หลายคนที่รับกระสุนล็อตแรกไปแล้ว ยังทำตัวเหยียบเรือสองแคม ผลุบๆ โผล่ๆ อยู่พรรคเก่า เข้าลักษณะ “รับสองทาง” อยู่ “พ่อใหญ่บุรีรัมย์” เลยต้องสวมบทถือไม้เรียว ยื่นใบลาออกให้เอง

โดย 30 ส.ส.ที่ได้ยื่นหนังสือลาออกต่อสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรแล้ว โดยให้มีผลในวันที่ 15 ธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา ประกอบด้วย พรรคพลังประชารัฐ 11 คน ได้แก่ จักรพันธ์ พรนิมิตร ส.ส.กทม., กษิดิ์เดช ชุติมันต์ ส.ส.กทม., พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ส.ส.กทม., มณเฑียร สงฆ์ประชา ส.ส.ชัยนาท, สัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ส.ส.ชัยภูมิ, ปฐมพงศ์ สูญจันทร์ ส.ส.นครปฐม, กฤษณ์ แก้วอยู่ ส.ส.เพชรบุรี, อนุชา น้อยวงศ์ ส.ส.พิษณุโลก, ประทวน สุทธิอํานวยเดช ส.ส.ลพบุรี กาญจนบุรี, ธรรมวิชญ์ โพธิพิพิธ ส.ส.กาญจนบุรี และ อัฎฐพล โพธิพิพิธ ส.ส.กาญจนบุรี

พรรคเพื่อไทย 7 คน ได้แก่ ธีระ ไตรสรณกุล ส.ส.ศรีสะเกษ, ประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ส.ส.กทม., นิยม ช่างพินิจ ส.ส.พิษณุโลก, จักรพรรดิ ไชยสาส์น ส.ส.อุดรธานี, วุฒิชัย กิตติธเนศวร ส.ส.นครนายก, สุชาติ ภิญโญ ส.ส.นครราชสีมา และ นพ ชีวานันท์ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา

พรรคก้าวไกล 5 คน ได้แก่ ขวัญเลิศ พานิชมาท ส.ส.ชลบุรี, เอกภพ เพียรพิเศษ ส.ส.เชียงราย, พีรเดช คําสมุทร ส.ส.เชียงราย, เกษมสันต์ มีทิพย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ คารม พลพรกลาง ส.ส.บัญชีรายชื่อ

พรรคเศรษฐกิจไทย 2 คน ได้แก่ ธนัสถ์ ทวีเกื้อกูลกิจ ส.ส.ตาก และ ธนะสิทธิ์ โควสุรัตน์ ส.ส.อุบลราชธานี

พรรคชาติพัฒนา 1คน ได้แก่ สมัคร ป้องวงษ์ ส.ส.สมุทรสาคร, พรรคประชาภิวัฒน์ 1 คน ได้แก่ นันทนา สงฆ์ประชา ส.ส.บัญชีรายชื่อ, พรรคเพื่อชาติ 1 คน ได้แก่ อารี ไกรนรา ส.ส.บัญชีรายชื่อ, พรรครวมพลัง 1 คน ได้แก่ อนุสรี ทับสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และพรรคประชาธิปัตย์ 1 คน ได้แก่ แนน บุณย์ธิดา สมชัย ส.ส.อุบลราชธานี ที่ลาออกไปก่อนหน้านี้ โดยมีผลเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2565

ขณะที่ “หนานแมว” เดชทวี ศรีวิชัย ส.ส.ลำปาง พรรคเสรีรวมไทย ก็ลาออกในช่วงเดียวกัน แต่ไม่ได้เกี่ยวกับพรรคภูมิใจไทย

รวมถึงก่อนหน้านั้นก็มีรายของ รังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ที่ลาออก และเปิดตัวกับพรรคภูมิใจไทยไปแล้วเมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

ถอดรหัส “เสี่ยหนู” และ “ครูใหญ่” นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่ถือฤกษ์ยามวันหวยออก 16 ธันวคม เจตนาน่าจะต้องการประกาศให้โลกรู้ว่า รอบหน้า “ภูมิใจไทยเอาแน่” ไม่ได้มาเล่นๆ

ตามที่เคยจัดอีเวนท์เรียก ส.ส.ต่างพรรคไปร่วมงานวันคล้ายวันเกิด “ครูใหญ่เน” ที่ จ.บุรีรัมย์ เมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา พร้อมประกาศเป้าหมาย 120 ที่นั่ง และดัน “ศิษย์เอก” อย่าง “เสี่ยหนู” ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งรอบหน้า

อีกนัยหนึ่งกับการชิงเปิดตัวก่อนปีใหม่ เพราะไม่มั่นใจในสถานการณ์การเมืองไทย อ่านใจ “บิ๊กตู่” ไม่ออก ว่าจะมีเกมลับ ลวง พราง อะไรหรือไม่ เลยต้องรีบแสตนด์บายเอาไว้ก่อน

ยี่ห้อ “ครูใหญ่บุรีรัมย์” ผ่านการเมืองมาทุกสถานการณ์ ระแวงขั้นเลวร้ายสุด ไม่ใช่คนประมาทพวกท็อปบูต เพราะรู้พวกนี้ “แปรเปลี่ยนกลับกลาย” ได้ตลอดเวลา

อย่างไรก็ดี ในบรรดาขั้วอนุรักษ์นิยมตอนนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ภูมิใจไทย” ของ “เสี่ยหนู” กลายเป็นพรรคความหวังไปแล้ว เพราะพร้อมทั้ง “ขุนพล” และ “กระสุนดินดำ”

จากเดิมเคยวางแปลนเอาไว้ ขอเป็น “พระอันดับ” ในสนามเลือกตั้ง ขอวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 3 เพื่อเปิดทางให้ตัวเองใช้ออปชั่นอยู่ได้กับทุกขั้ว

ไม่เคยคิดจะสถาปนาตัวเอง เป็น “เบอร์หนึ่ง” ในการท้าชิงกับ “พรรคเพื่อไทย” เพราะรู้ว่า หากได้ที่ 2 มีสถานะ “ผู้นำฝ่ายค้านในสภา” ที่ไม่เป็นที่ปรารถนาของนักเลือกตั้งรออยู่

เนื่องจากวิถีการเมืองไทย พรรคอันดับ 1 จะได้สิทธิจัดตั้งรัฐบาล ในขณะที่พรรคอันดับ 2 ต้องเป็นฝ่ายค้านไปโดยปริยาย เว้นเสียแต่ว่า พรรคอันดับ 1 รวบรวมเสียงไม่ได้ ก็จะมาถึงมืออันดับ 2 เหมือน “รัฐบาลลุงตู่” โดยพรรคพลังประชารัฐในตอนนี้

ฉะนั้น ที่ผ่านมา “ค่ายภูมิใจหนู” เลยถ่อมเนื้อถ่อมตัว ขอเป็น “ตัวแปร” เพื่อคอยเสียบฝั่งใดฝั่งหนึ่งเท่านั้น

แต่ด้วยสถานการณ์ในปัจจุบัน พี่น้อง 3 ป. ดันรังแตก แยกกันเดิน “บิ๊กตู่” ไปสร้างอาณาจักรใหม่ที่ “รวมไทยสร้างชาติ” ในขณะที่ “บิ๊กป้อม” ก็ปั้นพรรคพลังประชารัฐต่อ ปรับยุทธศาสตร์พรรคใหม่เป็นไซส์ “เอสเอ็มอี” ขอเป็น “จอมเสียบ” ในการจัดตั้งรัฐบาล

การแยกกันเดินของ “2 ป.” ถูกมองว่า ไม่มีทางประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะพรรครวมไทยสร้างชาติที่มีลุ้นเพียงพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งมี ส.ส.ทั้งหมดเพียง 58 ที่นั่งเท่านั้น ต่างจากสูตรสำเร็จในสนามเลือกตั้ง ที่หากหวังมีเก้าอี้เป็นกอบเป็นกำ ต้องไปกวาดเอาแถวภาคอีสาน ที่มี 132 ที่นั่ง หรือภาคกลางที่มีให้ช่วงชิง 122 ที่นั่ง

หลายคนเชื่อว่า ต่อให้พรรครวมไทยสร้างชาติสามารถหา ส.ส.ได้ถึง 25 ที่นั่ง เพียงพอต่อการเสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แต่ “โดยมารยาท” คงพิลึกกึกกือหากจะไปเป็นผู้นำให้กับพรรคการเมืองอื่นที่มี ส.ส.ในทุกมือมากกว่า

ขณะที่พรรคพลังประชารัฐของ “บิ๊กป้อม” พอปรับขนาดเป็นพรรคเอสเอ็มอี เป้าหมายจะอยู่ที่ 30-40 ที่นั่ง คงเป็นเรื่องยากอีกเช่นกัน หากจะไปขอนั่งเป็นนายกรัฐมนตรีให้กับพรรคการเมืองอื่นๆ ที่มีที่นั่งในสภาเยอะกว่าตัวเอง

ด้วยเหตุนี้ โมเมนตัมการเมืองจึงไหลมาที่ “ค่ายเซราะกราว” ของ “เสี่ยหนู” ที่แลดูจะมีศักยภาพมากกว่ากัลยาณมิตรในขั้วนี้ การได้ ส.ส.จากพรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคก้าวไกล พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคอื่นๆ

ทำให้กลายเป็นพรรค “ไซส์บิ๊ก” ไปโดยปริยาย

และแน่นอนที่สุดต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์ใหม่จาก “มวยรอง” มาเป็น “มวยหลัก” ขับเคี่ยวต่อสู้กับ “ค่ายดูไบ” พรรคเพื่อไทย โดยอัตโนมัติ หลังไล่ตีเมืองขึ้นในภาคเหนือ ภาคอีสาน มาอยู่กับตัวเองได้แบบเป็นกอบเป็นกำ

เป้าหมายของ “ภูมิใจไทย” ตอนนี้คือ ไม่ใช่ชนะพรรคเพื่อไทยในสนามเลือกตั้ง แต่ต้องหยุดปฏิบัติการแลนด์สไลด์ และแชร์เก้าอี้ ส.ส.ในภาคอีสาน-กลาง-เหนือ ให้ได้มากที่สุด เพื่อให้สถานะตัวเองอยู่ในจุดสูงสุดของขั้ว “อนุรักษ์นิยม”

เพราะการที่พรรคเพื่อไทยแลนด์สไลด์ไม่สำเร็จ เท่ากับการจัดตั้งรัฐบาลยากลำบากมากขึ้น ไม่สามารถพึ่งมือ ส.ว.ได้ ตรงกันข้ามกับอีกฝั่ง หากรวมเสียงกันได้เกินกึ่งหนึ่ง หมดห่วงเรื่อง ส.ว.ได้เลย ทางโล่งโปร่งตลอด

สนามเลือกตั้งใหญ่ที่กำลังมาถึง “ภูมิใจไทย” ไม่มีทางเลือกอื่น ไฟต์บังคับให้ต้องใส่เต็มพิกัด เพื่อดัน “เสี่ยหนู” ไปอยู่ในจุดที่สูงที่สุด

แม้จะดูพรั่งพร้อมด้วยสรรพกำลัง แต่ดูเหมือน “ค่ายสีน้ำเงิน” อยากจะอยู่ลากออกไปนิด เพื่อใช้เวลาตระเตรียมไพร่พลให้เต็มอัตราศึกที่สุด ดูได้จากคิวการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กัญชา กัญชงฯ ของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่ก่อนหน้าทำใจกันว่า ถูก “คว่ำ” แน่ เพราะ “ค่ายสะตอ” พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อนร่วมรัฐบาล ตั้งท่ากดไม่เห็นชอบตั้งแต่ยังไม่เข้าประชุม รวมไปถึงพรรคร่วมรัฐบาล พรรคร่วมฝ่ายค้านที่สามัคคีชุมนุมกันไม่ได้นัดหมาย

แต่ไปๆ มาๆ “บังซุป” นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานกรรมาธิการกฎหมายดังกล่าว กลับยอมถอน “มาตรา 3” ที่มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการสถานะความเป็นยาเสพติดของกัญชาออก ทำเอาฝ่ายที่จะคว่ำเหวอไปตามๆ กันกับเกมนี้

เพราะพรรคภูมิใจไทยเป็นผู้เสนอกฎหมายนี้ เป็นคนชูปลดล็อกกัญชาออกจากยาเสพติด แต่การมาถอนมาตรา 3 ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในเรื่องนี้ ที่ง้างรอหวดให้ร่วงก็เลยเสียหลักกันไปไม่น้อย

จนมีการตั้งข้อสังเกตกันว่า “ค่ายภูมิใจไทย” ยอมกลืนเลือด ขอแค่ให้มีกฎหมายอกมาควบคุมการใช้กัญชาทางการแพทย์ และทางเศรษฐกิจ ตามนโยบายที่หาเสียงไว้เมื่อเลือกตั้งปี 2562 รวมแก้เกมประคองการทำงานของสภาฯในช่วงท้ายปลายเทอมที่ “สภาล่ม” เป็นว่าเล่นต่อไปให้สุดเทอม ลดปัจจัยเร่งให้ “นายกฯตู่” งัดดาบ “ยุบสภา”

เฉกเช่นเดียวกับการให้ 30 ส.ส.ต่างค่ายลาออก ก็ไม่ได้หวังแค่โชว์ความอหังการในวันเปิดที่ทำการเท่านั้น แต่มีเบื้องลึกถึงเกมในสภาด้วย

ผิวเผินเหมือนการที่ ส.ส.จำนวนมากลาออก จะซ้ำเติมปัญหาองค์ประชุมสภา แต่มองลึกๆ การที่ ส.ส.ลดลง องค์ประชุมที่ยึดตามกึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส.ที่มีอยู่ ก็น้อยลงไปด้วย การทำงานของ “วิป” คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล ก็อาจจะเบาลงเช่นเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจำนวน ส.ส.ที่ลาออกจากฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้าน อยู่ในระดับที่พอๆกัน

นับเป็นความแยบยลทางการเมืองของ “ค่ายเซราะกราว” ภายใต้การนำของ “เสี่ยหนู” และกำกับโดย “ครูใหญ่เน”

ทำให้วันนี้ “ภูมิใจไทย” ที่ถือเป็นตัวช่วยที่สำคัญที่ประคอง “เรือแป๊ะลุงตู่” ไม่ให้ล่มมาตลอด ได้สถาปนาตัวเป็นพรรคหลักในการเมืองไทยอย่างเป็นทางการไปแล้ว ทำให้บรรดา ส.ส.น้อยใหญ่ก็เลยยอมถูกตราหน้าว่าเป็น “งูเห่า” ซึ่งหลายคนเสนอตัว แบบไม่ได้เชื้อเชิญตามทำนอง “หนูเปล่าน้า เค้ามาเอง” เลยด้วยซ้ำ

ด้วยศักยภาพทางการเมืองระดับนี้ หากหลังเลือกตั้ง “ค่ายเซราะกราว” จะกลายเป็นแกนหลักจัดตั้งรัฐบาล และมี “นายกฯหนู” เป็นผู้นำรัฐบาล ก็คงไม่แปลก.

Chonburi Sponsored
อำเภอ บ่อทอง

ท้องที่อำเภอบ่อทองเดิมเป็นส่วนหนึ่งของอำเภอพนัสนิคม ทางราชการได้แบ่งพื้นที่การปกครองอำเภอพนัสนิคม ออกมาตั้งเป็น กิ่งอำเภอบ่อทอง ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยลงวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2521 โดยมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม ปีเดียวกัน และต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกายกฐานะกิ่งอำเภอบ่อทอง อำเภอพนัสนิคม ขึ้นเป็น อำเภอบ่อทอง ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยลงวันที่ 9 มีนาคม 2528 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม ปีเดียวกัน