ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 20 พ.ย.ที่ผ่านมา ที่มูลนิธิป่ารอยต่อฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้เข้าพบ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ โดยเป็นการเปิดใจและพูดคุยถึงทิศทางการเมืองในอนาคต และพล.อ.ประยุทธ์ ได้มาลาเพื่อไปทำงานการเมืองกับพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยจะมีการเปิดแถลงข่าวในช่วงเวลาที่เหมาะสมอีกครั้ง
ซึ่งภายหลังจากพล.อ.ประยุทธ์ ได้เดินทางกลับออกจากป่ารอยต่อฯ พล.อ.ประวิตร ได้โทรศัพท์เช็คแกนนำแต่ละกลุ่มว่าหากเกิดการเปลี่ยนแปลงในพรรคพลังประชารัฐแล้ว จะยังอยู่กับพรรคพลังประชารัฐต่อหรือไม่
ข่าวแจ้งว่า ในช่วงเย็นวันที่ 20 พ.ย.นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ผอ.พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งจะย้ายตามพล.อ.ประยุทธ์ ไปพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้มีการเช็คชื่อสส.ในกลุ่ม ซึ่งล่าสุดมีจำนวน 12 คน อาทิ น.ส.ไพลิน เทียนสุวรรณ สส.สมุทรปราการ นายสมพงษ์ โสภณ สส.ระยอง นายธรรมวิชญ์ โพธิพิพิธ สส.กาญจนบุรี นายอัฏฐพล โพธิพิพิธ สส.กาญจนบุรี นายสาทิตย์ อุ๋ยตระกูล สส.เพชรบุรี นายรณเทพ อนุวัฒน์ สส.ชลบุรี เป็นต้น
นอกจากนี้ ในการรวมรายชื่อจำนวน สส.ล่าสุด ที่จะย้ายตามพล.อ.ประยุทธ์ไปพรรคใหม่นั้น หากรวมทั้ง สส.พลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ ขณะนี้มียอด สส.ล่าสุด 72 คน โดยในพื้นที่ภาคใต้ มีการปักธง สส.ไว้ จำนวน 15 คน จากทั้งหมด 58 เขตเลือกตั้งด้วย
ขณะที่ รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊คส่วนตัว “Suvinai Pornavalai” แสดงความคิดเห็นทางการเมืองว่า ถ้าข่าวลุงตู่จะไปอยู่กับพรรครวมไทยสร้างชาติเป็นเรื่องจริง ผมขอประกาศตัวดังๆ ว่าจะสนับสนุนทุกวิถีทางเพื่อให้ลุงตู่กลับมาเป็นนายกฯอีกครั้งให้จงได้ เพื่อสานต่อและผลักดันกระบวนการ “ปฏิรูป 3 แกนหลักเพื่ออนาคตไทย” ให้สำเร็จสมบูรณ์
ไม่ว่าเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เรื่องผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคนี้และเรื่องปฏิรูปดิจิทัลทางการเงิน เพราะถ้านักการเมืองคนอื่นมาเป็นนายกฯในการเลือกตั้งครั้งหน้าบ้านเมืองคงเละเทะอีกแน่นอน ดังตัวอย่างรูปธรรมที่ได้เห็นแล้วในการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. แต่ถ้าลุงตู่ต้องวางมือทางการเมืองจริงๆในอนาคตเราค่อยมาว่ากันอีกที
“ดูฝีมือจัดงานเอเปกที่จบลงด้วยความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ทำให้เห็นชัดเจนว่าหาผู้นำคนอื่นมาเทียบบารมีและฝีมือการบริหารประเทศกับลุงตู่ในตอนนี้ยากมากๆ” อ.สุวินัย ระบุ
มาวิเคราะห์กันครับว่า ถ้าลุงตู่จะไปกับพรรครวมไทยสร้างชาติจริง จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
1) ต้องยอมรับว่า ในบรรดา “ตัวบุคคล” ฝั่งตรงข้ามกับพรรคเพื่อไทย และก้าวไกล คะแนนนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์เหนือกว่าใครทั้งปวง ทั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคของ 3 พรรคการเมืองใหญ่ขั้วรัฐบาลในขณะนี้
2) ต้องยอมรับเช่นกันว่า คะแนนเลือกตั้งของ 2 ขั้วการเมืองครั้งก่อน “สูสี” กันมาก แต่ครั้งถัดไป คะแนนนิยมของขั้วรัฐบาลไม่เห็นวี่แววเพิ่มขึ้น ขณะที่อีกฝั่งมีโอกาสเติมเข้ามาโดย “นิว โหวตเตอร์” และคนที่เอือมระอาระบอบ 3 ป. และรู้สึก “พอแล้ว-พอเถอะ”กับ พล.อ.ประยุทธ์ ในขณะที่พรรคการเมืองฝั่งหนุน พล.อ.ประยุทธ์ครั้งก่อน บัดนี้ห้ำหั่นกันเองเละเทะมาก แถมมีพรรคเกิดใหม่แบ่งคะแนนไปทิ้งน้ำได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นพรรคสร้างอนาคตไทย พรรคชาติพัฒนากล้า เป็นต้น ระหว่างห้ำหั่นกันเอง ในที่สุดอีกขั้วหนึ่ง ชนะแบบไม่ต้องเหนื่อยได้ง่ายๆ
3) พล.อ.ประยุทธ์ เป็นตัวสร้างความโกลาหลทางการเมือง หรือสร้างเอกภาพทางการเมือง น่าคิดนะครับหากไม่มี พล.อ.ประยุทธ์ในสมการการเมืองครั้งหน้าพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกลต้องเหนื่อยกว่าเดิมที่ต้องหา “ศัตรูร่วม” เพื่อให้แฟนคลับของตัวเองใส่คะแนนให้ ยุทธศาสตร์ “เลือกเรา ไม่เอาประยุทธ์ หยุด 3 ป.” ยังคงใช้ได้ แม้ 2 ป. จะแยกกันเดินตามข่าวลือก็ตาม แต่หาก พล.อ.ประยุทธ์ถอย คู่แข่งสำคัญก็จะเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล กับพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา (ตามข่าวลือ) ซึ่งก็น่าคิดอีกว่า มีโอกาสชนะอุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร กับพิธา ลิ้มเจริญรัตน์หรือไม่ เมื่อเทียบกับ พล.อ.ประยุทธ์
4) พรรคพลังประชารัฐนั้น “หมดสภาพ” ทางการเมืองด้วยเหตุว่า ไม่เคยได้รับการเชิดชูจาก พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ว่าจะเรื่องสนับสนุนตำแหน่ง โอกาสทำงาน หรือการหยิบนโยบายไปขับเคลื่อน ส่งผลให้พรรคพลังประชารัฐเองก็ “หมดใจ”กับ พล.อ.ประยุทธ์ ยกเว้นพวก “สายประยุทธ์” เช่น นายสุชาติ ชมกลิ่น ที่อาจจะย้ายตามพล.อ.ประยุทธ์ไป (ตามข่าวลือ) และแฟนคลับของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็กินแหนงแคลงใจกับพรรคพลังประชารัฐ เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ มาอยู่พรรครวมไทยสร้างชาติ พวกเขายินดีและเต็มใจเลือกได้โดยไม่ลังเลเลย
5) ในทางการเมือง พล.อ.ประยุทธ์ ก็มิได้คล่องตัวนัก หากยังเลือกที่จะไม่เป็นสมาชิกพรรค อยู่อย่างคนนอก ของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง และหากยังเล่นบท “ฉันไม่สุงสิงกับพรรคการเมือง” อย่างที่แล้วมา อยู่พรรคไหน ก็ไม่สงบเรียบร้อย ยกเว้นว่าพรรคนั้นจะมีความอดทนสูง และหวังประโยชน์จากกระแส พล.อ.ประยุทธ์ ที่เป็นนายกฯ ได้อีกเพียง 2 ปี ก็จะไปในทำนองว่า “เอาวะ เอากระแสแกมาช่วยให้ชนะเลือกตั้ง แล้วอีก 2 ปีค่อยว่ากัน”
6) พรรครวมไทยสร้างชาตินั้น เป็นที่รู้กันตั้งแต่ชื่อพรรคและการจดจัดตั้งพรรค ว่า มีไว้เพื่อรองรับ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ระหองระแหงกับพรรคพลังประชารัฐ และหากไม่มี พล.อ.ประยุทธ์ นึกไม่ออกเลยว่า จะมี สส.คนไหนย้ายมาอยู่ด้วย หรือประชาชนจะเลือกผู้สมัครคนไหนให้เป็น สส.เพราะภาพลักษณ์ของพรรคนั้น เป็นพรรค “ปลูกเรือนหอรอเจ้าบ่าว” มาตั้งแต่ต้น ไม่ได้เกิดจากความเข้มแข็งของบุคลากร บทบาททางการเมือง หรือนโยบาย
7) สส.ที่ย้ายมาอยู่รวมไทยสร้างชาติ จึงเป็น สส.ประเภทที่ พร้อมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ (อันนี้พูดให้ดูสวย 555) ที่จริงคือ อาศัยกระแส พล.อ.ประยุทธ์ ในเฮือกสุดท้าย โดยเฉพาะ สส.ภาคใต้ ที่คะแนนนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ ยังดีกว่าคนอื่นๆ ยังไม่รวมกระสุนที่บรรจุเต็มแม็กรออยู่ จะอยู่พรรคเดิมให้เหนื่อยให้เสี่ยงที่จะแพ้ไปทำไม กับ สส.ที่อยากลงแต่พรรคเดิมไม่ให้ลงแข่ง และ สส. ที่เกิดมาได้คราวที่แล้ว เพราะอิงกับกระแส พล.อ.ประยุทธ์ นั่นเอง
8) แต่ที่พรรครวมไทยสร้างชาติต้องการที่สุด คือ สส.ที่มีแนวโน้มชนะแน่ ในระบบแบ่งเขตเลือกตั้ง หรือ สส.เขต เพราะการจะดัน พล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นเป็น “นายกรัฐมนตรี” ได้ ต้องมี สส.ขั้นต่ำ 25 คน ตัวละครอย่าง พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล, รังสิมา รอดรัศมี ซึ่งเป็น สส.ที่แข็งแรงในพูดจึงถูกจับตามอง และคงจะมีเพิ่มขึ้นอีก
9) พรรคที่จะสูญเสีย สส.น้ำดี เข้มแข็งในพื้นที่ให้พรรครวมไทยสร้างชาติมากที่สุด คือ พรรคประชาธิปัตย์ ด้วยเหตุหลายประการ ทั้งภาวะผู้นำของหัวหน้าพรรค วิธีการบริหารจัดการพรรคในยุคหัวหน้าจุรินทร์ ความถดถอยของกระแสนิยมพรรค ที่น่าผิดหวัง ถดถอย และน่าเอือมระอา บวกกับว่า แกนหลักของพรรครวมไทยสร้างชาติขณะนี้ก็คือคนของพรรคประชาธิปัตย์เดิมนั่นเอง
10) พรรครวมไทยสร้างชาติ มีสูตรการเกิดและเป้าหมายไม่ต่างจากพรรคพลังประชารัฐเลย คือ ตั้งพรรคเพื่อพล.อ.ประยุทธ์ ตกปลาในบ่อเพื่อน และเล่นการเมืองเฉพาะหน้าซึ่งสำหรับคนที่ไม่ได้นิยม พล.อ.ประยุทธ์ คงไม่ชายตามาสนใจเลย ทั้งๆ ที่มีนักการเมืองคุณภาพรวมกันอยู่มากมาย
11) หากจะถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ กับ พล.อ.ประวิตร แตกคอกันจริงหรือไม่ ส่วนตัวผมยังเชื่อว่า ไม่! แต่นี่เป็นค่ายกลเพื่อชนะการเลือกตั้ง ลองดูสิครับ นักการเมืองหลักๆ ในพรรคพลังประชารัฐ เขาไม่ได้ต้องการคะแนนจากการมี พล.อ.ประยุทธ์ เช่น กลุ่มสามมิตร พวกนี้เขาชนะการเลือกตั้งได้ด้วยตัวเขาเอง ในขณะที่พรรครวมไทยสร้างชาตินั้น ต้องการกระแส พล.อ.ประยุทธ์ ไปช่วยอุ้ม ดังนั้นพลังประชารัฐก็เกินหน้าไปในพื้นที่การเลือกตั้งที่ตัวเองเข้มแข็ง หรือที่เรียกว่ากลุ่ม “บ้านใหญ่” ขณะที่รวมไทยสร้างชาติที่อ่อนแอกว่า ต้องใช้ความนิยมของ “ลุงตู่” มาช่วยเสริม ในที่สุด สองพรรคนี้ต้องได้จำนวน สส.รวมกันให้มากกว่าพรรคภูมิใจไทย จึงจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ และผลักดัน พล.อ.ประยุทธ์ขึ้นเป็นนายกฯ ได้ หาก พล.อ.ประยุทธ์ ยังอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ โอกาสที่จะชนะภูมิใจไทยยากกว่าการแตกพรรคเช่นนี้มาก และยากที่จะดึง สส.ตัวแข็งๆ ออกจากประชาธิปัตย์และพรรคอื่นๆ มาช่วยได้
12) ส่วนพรรคพลังประชารัฐ ที่เล่นบท “แยกทาง” กับ “ลุงตู่” ก็มีโอกาส “แทรกซึม” ไปอยู่กับฝั่งตรงข้ามได้ เช่น ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย กับพรรคภูมิใจไทยโดยปิดโอกาสที่พรรคก้าวไกลจะได้เป็นพรรครัฐบาล เพราะลึกๆ แล้ว ทักษิณ ชินวัตร กับพรรคเพื่อไทย ก็ไม่ได้อยากได้พรรคก้าวไกลมาร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลสักเท่าไรหรอก เพราะมีความยุ่งยากทางความคิดและการทำงานร่วมกันมาก โดยเฉพาะหากทักษิณอยากกลับบ้าน แล้วมีพรรคร่วมรัฐบาลที่เล่นงานสถาบันเบื้องสูงอยู่ตลอดเวลา ฝันที่ว่าคงดับสูญ
13) เกมแยกกันอยู่นี้ ถ้าเป็นจริง ก็เป็นเกมที่ “เผื่อเหลือเผื่อขาด” ไว้ในทุกช่องทางแล้ว พรรครวมไทยสร้างชาติ ไม่มีศักยภาพมากพอที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลหรอก ขั้นต้นชนะพรรคภูมิใจไทย กับพรรคพลังประชารัฐให้ได้ก็เก่งแล้ว นี่ไม่ใช่ยุคที่อำนาจ คสช. ควบคุมได้ทั้งมหาดไทยและกองทัพ ประเภทส่งทหารไปนั่งเฝ้าบ้านนักการเมือง ประเภทใครมีคดีติดตัวมาคุยกันหน่อยซิ อะไรทำนองนั้น มันจึงจะมองที่พรรครวมไทยสร้างชาติเดี่ยวๆ โดยไม่มองหมากทั้งกระดานไม่ได้
14) หากในที่สุด คะแนนฝั่งนี้ พรรคภูมิใจไทยได้เก้าอี้ สส.มากที่สุด ก็หนุน อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ ก็ได้ ไม่มีปัญหา เพราะอนุทินก็ไม่ใช่ภัยของชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และการที่ลุงตู่มาอยู่พรรครวมไทยสร้างสร้าง ก็แทบไม่กระทบอะไรกับพรรคภูมิใจไทย ที่เจอแรงถีบถึงขั้นแรงกระทืบแบบเต็มตีน เห็นจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์มากกว่า แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็หวังเพียงว่า ตนเองจะเป็น “ตัวแปร” ของการจัดตั้งรัฐบาล กล่าวคือ ใครก็จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ หากไม่มีเสียงของประชาธิปัตย์เข้าร่วม ทำนองนั้น
แต่ก็นั่นแหละ ขีด “เส้นใต้บรรทัด” ไว้ที่คำว่า “น่ากลัวที่สุดคือ พลังประชารัฐ ภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ รวมไทยสร้างชาติ ชาติพัฒนากล้า และสร้างอนาคตไทย ตัดคะแนนกันเอง จนอีกฝ่ายชนะแบบเบาแรง” สส.หน้าใหม่ของพรรคก้าวไกลจะเกิดขึ้นอีกอย่างมหาศาลก็ด้วยเหตุนี้
ระวัง ระวัง และระวัง
ตกปลาในบ่อเพื่อนไม่พอ ยังวกกลับมาทำลายตัวเองและเพิ่มความเข้มแข็งให้ฝั่งตรงข้ามโดยไม่รู้ตัว!!