คึกคักแห่ซื้อสลากดิจิทัลงวด 16 ส.ค. วันแรก 6.1 ล้านใบ ‘บิ๊กตู่’ โชว์ตัวเลข ศก.เริ่มฟื้น เร่งแก้รายได้ต่ำ ดีเดย์วันนี้ปรับราคาไข่ไก่แผงละ 3 บาท ซิปเม็กซ์โวยถูกก.ล.ต.สอบ อ้างไม่ได้โกง-เร่งช่วยลูกค้า
เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม แถลงหลังเป็นประธานประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ว่า ครม.รับทราบภาวะและแนวโน้มเศรษฐกิจไทยประจำไตรมาสที่ 2 ปี 2565 ตนแจ้ง ครม.ทราบว่ามีหลายประเด็นมีแนวโน้มไปในทางที่ดี ต้องแยกจากกันระหว่างเศรษฐกิจระดับมหภาคกับเศรษฐกิจระดับจุลภาค และประชาชนข้างล่างก็อีกเรื่องที่เราต้องแก้ปัญหาตรงนั้น แต่นี่คือภาพใหญ่ของประเทศเทียบเคียงกับทุกประเทศในโลก สรุปว่ามีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดี แต่ยังมีประเด็นต้องติดตาม โดยเฉพาะสถานการณ์ด้านการเงินการคลังภายนอกประเทศ เพื่อให้ทุกภาคส่วนใช้เป็นข้อมูลสำหรับประกอบกิจการและเตรียมการรับกับอนาคต
เนื่องจากเศรษฐกิจผูกติดกันหมดทั้งโลก ในภาพรวมเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องร้อยละ 3.3 ในปีนี้ คาดการณ์จะเพิ่มเป็นร้อยละ 4.2 ในปีหน้า จากการฟื้นตัวของการบริโภคภาคเอกชน และการซื้อของกลุ่มผู้มีรายได้สูงในประเทศในครึ่งปีหลัง รวมทั้งการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ประมาณการอยู่ที่ 6 ล้านคน จากเดิมประเมินไว้ 5.6 ล้านคน โดยเฉพาะเดือนนี้เพิ่มขึ้นถึง 2 ล้านคน ถือเป็นการเพิ่มขึ้นจำนวนมากพอสมควรจากมาตรการเปิดประเทศของไทย และต่างประเทศเร็วกว่าคาดการณ์ไว้ ฉะนั้นในปี 2566 คาดว่าจะอยู่ที่ 19 ล้านคน
อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ร้อยละ 6.2
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ภาคเศรษฐกิจก็คาดว่าจะมีการระดมทุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องให้สอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เราต้องเร่งพิจารณาเป็นกรณีเร่งด่วนคือเรื่องค่าเงินบาท มีผลต่อการนำเข้าและส่งออก ด้านการส่งออกสินค้าไทยถือเป็นข่าวดีแนวโน้มขยายตัวร้อยละ 7.9 จากเดิมประมาณการไว้ร้อยละ 7.0 ปี 2566 คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องอีก แต่ก็มีปัจจัยทำให้เกิดความผันแปรของผู้ค้า โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลัก เช่น จีน ปัจจัยหนึ่งคืออัตราเงินเฟ้อเกิดขึ้นทั่วโลก จากผลของราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ส่งผ่านไปยังต้นทุนสินค้าต่างๆ อัตราเงินเฟ้อของไทยปีนี้อยู่ที่ร้อยละ 6.2 แต่คาดว่าจะลดงเหลือร้อย 2.5 ในปี 2566 ขอให้ประชาชนและภาคธุรกิจเชื่อมั่นเสถียรภาพการเงินของไทย ยังมั่นคงและแข็งแกร่งจากการดำเนินนโยบายการเงินการคลังรอบคอบและมีวินัยของเรา เป็นที่เชื่อมั่นของนักวิเคราะห์ นักลงทุนต่างประเทศจากความสนใจเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การลงทุนมีหลายอย่าง หลายประเทศ หลายโครงการ ยังไม่สามารถชี้แจงได้ เนื่องจากอยู่ช่วงการเจรจาร่วมกัน ทั้งโครงการขนาดใหญ่ ขนาดเล็กจำนวนมาก
พอสมควร
เร่งหามาตรการดูแลช่วยเหลือ
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะค่าครองชีพของประชาชน เราต้องแยกพิจารณา ส่วนนี้คือเศรษฐกิจระดับจุลภาค ประชาชนยังมีรายได้น้อยอยู่ เราให้ความสำคัญในเรื่องค่าครองชีพ และธุรกิจบางกลุ่มเปราะบาง เป็นกลุ่มเป้าหมายรัฐบาลให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วนในการหามาตรการดูแลช่วยเหลือต่อไป นายกรัฐมนตรีกล่าว
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า นอกจากนี้ ได้สั่งการและติดตามหลายเรื่อง ทั้งนโยบายเร่งด่วน เช่น การลดอัตราภาษีน้ำมันดีเซล 5 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 2 เดือน การจัดสรรที่ดินทำกินให้เกษตรกรมากกว่า 1 หมื่นราย การประกันภัยข้าวนาปี 29 ล้านไร่ การส่งเสริมการลงทุนในอีอีซี วันนี้มีผู้ขอรับการสนับสนุนแล้ว 183 โครงการ มูลค่าเกือบ 1 แสนล้านบาท ทั้งหมดนี้มีการดำเนินการและเกิดประโยชน์ไปแล้ว จากที่ตนและ ครม.ลงพื้นที่ ก็ได้ไปติดตามเรื่องเหล่านี้ อะไรมีปัญหาอุปสรรคก็จะแก้ไข อะไรไม่สามารถดำเนินการได้ก็ต้องปรับแผนงานเหล่านั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการใช้จ่ายงบประมาณ
สรท.ปรับเพิ่มคาดการณ์ส่งออก
นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า คาดการณ์การส่งออกทั้งปี 2565 เติบโต 6-8% เพิ่มขึ้นจากเดิมคาดว่าจะโต 5% รวมถึงเมื่อประเมินสัญญาณทางเศรษฐกิจช่วงครึ่งหลังของปีนี้ พบว่าภาคการส่งออกจะยังเป็นเครื่องมือหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ อาจขยายตัวได้ถึง 10% เป็นตัวเลข 2 หลักด้วยภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยเดือนมิถุนายน 2565 พบว่าการส่งออกมีมูลค่า 26,553.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 11.9% เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2564 มีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 907,286 ล้านบาท ขยายตัว 22.7% เมื่อหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธยุทธปัจจัย พบว่าการส่งออกในเดือนมิถุนายนขยายตัว 10.4%
นายชัยชาญกล่าวว่า ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 28,082.3 ล้านเหรียญเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 24.5% มีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 971,481 ล้านบาท ขยายตัว 36.3% ส่งผลให้ดุลการค้าของประเทศไทยในเดือนมิถุนายน 2565 ขาดดุลเท่ากับ 1,529.2 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเท่ากับ 64,195 ล้านบาท สรท.จะประเมินตัวเลขส่งออกอีกครั้งเดือนกันยายนนี้ ก่อนปรับประมาณการการส่งออกไทยปี 2565 ใหม่อีกครั้ง แต่ยังมั่นใจว่าการส่งออกจะยังเป็นพระเอกขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไปแน่นอน
ขอแบงก์ชาติคงดอกเบี้ย 0.5%
นายชัยชาญกล่าวอีกว่า ตอนนี้เราเห็นปัจจัยเสี่ยงเป็นอุปสรรคสำคัญคือ 1.สถานการณ์อัตราเงินเฟ้อโลกยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง 2.ราคาพลังงานทรงตัวในระดับสูง จากความขัดแย้งยูเครนและรัสเซียยังคงยืดเยื้อ เป็นปัจจัยหลักส่งผลต่อเนื่องถึงราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้นทั่วโลก เนื่องจากน้ำมันเป็นต้นทุนการผลิตสินค้า รวมถึงต้นทุนการขนส่งต้องปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกราคาพลังงานในตลาดโลก 3.สถานการณ์ค่าระวางขนส่งสินค้าทางทะเลยังทรงตัวในระดับสูง แม้เริ่มปรับลดลงในหลายเส้นทาง แต่พบว่าค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มเกี่ยวข้องกับราคาน้ำมันยังคงผันผวนเปลี่ยนแปลงตามราคาน้ำมันในตลาดโลก
นายชัยชาญกล่าวว่า 4.ปัญหาต้นทุนวัตถุดิบขาดแคลนและราคาผันผวน การส่งออกไทยจะโตถึง 10% ได้ต้องดูสถานการณ์ต่อจากนี้ โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนชิป จะคลี่คลายได้มากน้อยเท่าใดในช่วงปลายปี เพราะจะส่งผลต่อการส่งออกอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เพราะช่วงครึ่งปีแรกการส่งออกติดลบ 6% มีข้อเสนอแนะที่สำคัญ ได้แก่ 1.ขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย คงระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.5% เพื่อประคองการฟื้นตัวภาคธุรกิจยังคงดำเนินการได้ และไม่ซ้ำเติมรายจ่ายของผู้บริโภคและต้นทุนของผู้ประกอบการมากเกินไป ขอให้ธนาคารพาณิชย์เร่งออกแคมเปญช่วยเติมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการส่งออกตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิต 2.เร่งสร้างโอกาสทางการในตลาดประเทศเพื่อนบ้านที่สำคัญ อาทิ CLMV รวมถึงตลาดกำลังซื้อสูง อย่างกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ซาอุดีอาระเบีย อิรัก 3.รักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันในประเทศให้อยู่ระดับเหมาะสม ผ่านเครื่องมือหรือกลไกในการควบคุม เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภคมากเกินไป
พณ.ขอความร่วมมือตรึงสินค้า
ร.ต.จักรา ยอดมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงกรณีมีข่าวสินค้าหลายประเภทปรับขึ้นราคาตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม 2565 ว่าขณะนี้กรมการค้าภายในยังคงขอความร่วมมือผู้ผลิตและผู้จำหน่ายสินค้าให้ตรึงราคาสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพต่อไปให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน สินค้าอุปโภคบริโภคต้องขออนุญาตก่อนปรับราคา อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง นม ปัจจุบันยังคงไม่อนุญาตให้ปรับราคา ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบทั้งด้านราคาและด้านปริมาณสินค้า และพิจารณาเป็นรายๆ ไป เนื่องจากผู้ประกอบการแต่ละราย แต่ละสินค้า มีต้นทุนแตกต่างกัน ที่สำคัญต้องให้ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายดำเนินธุรกิจต่อไปได้ สินค้าไม่ขาดแคลน ขณะเดียวกันผู้บริโภคต้องได้รับผลกระทบน้อยที่สุดตามแนวทางวิน-วินโมเดลของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
สินค้าบางรายการปรับราคาช่วงนี้ อาจเพราะผู้ผลิตและผู้จำหน่ายสินค้ามีต้นทุนสูงขึ้น รวมทั้งต้นทุนค่าขนส่งสินค้า เชื่อว่าผู้บริโภคมีความเข้าใจ และมีแค่บางยี่ห้อปรับราคา ผู้บริโภคยังมีทางเลือกในการซื้อสินค้าทดแทนได้ ร.ต.จักรากล่าว และว่า อย่างไรก็ดี สินค้าหลายประเภทมีราคาทรงตัวหรือปรับลดลง อาทิ สินค้ากลุ่มของใช้ประจำวันหลายรายการ สินค้ากลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้ากลุ่มยาและเวชภัณฑ์ อาทิ ชุดตรวจเอทีเค หน้ากากอนามัย
ร.ต.จักรากล่าวว่า การปรับราคาสินค้าส่วนหนึ่งอาจมาจากการปรับเปลี่ยนโปรโมชั่นสินค้าหรือส่วนลดทางการค้า เป็นการแข่งขันตามกลไกตลาด กรมการค้าภายในจะดูแลอย่างเต็มที่ ไม่ให้มีการฉวยโอกาสจำหน่ายสินค้าในราคาสูงเกินสมควร ได้ส่งเจ้าหน้าที่ออกสำรวจติดตามสถานการณ์เป็นประจำทุกวัน มีการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งกำชับให้ผู้ประกอบการปิดป้ายแสดงราคาอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้บริโภคมีข้อมูลครบถ้วนถูกต้องในการเลือกซื้อสินค้า หากประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรมทางการค้าสามารถร้องเรียนมาที่สายด่วนกรมการค้าภายใน โทร 1569 หรือช่องทางออนไลน์ หรือร้องเรียนที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ จะมีการตรวจสอบให้ความเป็นธรรมต่อไป
ไข่ไก่ขึ้นแผงละ 3 บาทมีผล 3 ส.ค.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ ประกอบด้วย สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว จำกัด, สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี จำกัด, สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่เขียงใหม่-ลำพูน จำกัด และสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ลุ่มแม่น้ำน้อย จำกัด ได้ออกประกาศแจ้งสมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ ปรับขึ้นราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์ม 10 สตางค์ต่อฟอง หรือ 3 บาทต่อแผง (30 ฟอง) จาก 3.40 บาท เป็น 3.50 บาทต่อฟอง ทำให้ไข่ไก่คละและไข่ไก่เบอร์ ทุกเบอร์ ปรับขึ้นอีก 3 บาทต่อแผง เริ่มวันที่ 3 สิงหาคม เป็นต้นไป
ซิปเม็กซ์โวยถูก ก.ล.ต.สอบ
นายเอกลาภ ยิ้มวิไล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ซิปเม็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (ZIPMEX) กล่าวว่า ความคืบหน้าหลังจากเมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา บริษัทเข้าพบสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมกรณีการระงับทำธุรกรรมของผลิตภัณฑ์ซิปอัพ พลัส ในประเทศสิงคโปร์ ทำให้มีสินทรัพย์ของลูกค้าติดอยู่ในซิปอัพ พลัส รวมถึงกรณีการยื่นขอพักชำระหนี้ (Moratorium) ของซิปเม็กซ์ สิงคโปร์ เบื้องต้นจุดประสงค์ในการเข้าพบ ก.ล.ต.นั้น คาดว่าเป็นการอธิบายการหาทางออกให้กับลูกค้าของบริษัท แต่ที่พูดคุยกันเป็นเหมือนตัวเองถูกเรียกไปสอบสวนมากกว่า เพราะตอนแรกมองว่าเราเข้าไปหารือกับ ก.ล.ต. เพื่อชี้แจงบางเรื่องที่ยังไม่เข้าใจ อาทิ การยื่นขอพักชำระหนี้ของซิปเม็กซ์สิงคโปร์ หรือการมีผลิตภัณฑ์ซิปอัพ พลัส รวมถึงขั้นตอนการช่วยเหลือลูกค้าให้ได้สินทรัพย์คืน ผ่านการระดมทุนขั้นต่ำ 2,000 ล้านบาท เป็นการหาทางออกร่วมกัน แต่ที่หารือกันนั้น ไม่ได้เป็นเช่นที่คาดไว้เลย แทบจะเป็นการถูกเรียกไปสอบสวนแทน ซึ่งก็ตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้
นายเอกลาภกล่าวว่า ส่วนการที่ ก.ล.ต.เผยว่าบริษัทอาจเข้าข่ายความผิด 3 กรณี ได้แก่ 1.ระงับการซื้อขายในบัญชีซื้อขายโดยไม่มีเหตุอันควร จาก 2 กรณีหลัก คือ การบำรุงรักษาระบบหรือการพัฒนาระบบเพื่อเพิ่มความปลอดภัย เนื่องจากซิปเม็กซ์ขออนุญาตในการเป็นศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลแบบ 24 ชั่วโมง 7 วัน 2.เข้าข่ายประกอบธุรกิจอื่นนอกเหนือจากที่ได้รับใบอนุญาต โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ซิปอัพ พลัส เชื่อมโยงกับการโอนเงินไปยังบริษัทแม่ที่สิงค์โปร์ และ 3.อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอาญาอื่นๆ นอกเหนือจาก ก.ล.ต. ได้บูรณาการกับหน่วยงานด้านกฎหมายอื่นเพิ่มเติม อาทิ ตำรวจไซเบอร์ ขอชี้แจงว่า ข้อที่ 3 คือ อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอาญาอื่นๆ นั้น บริษัทไม่ได้ทำธุรกิจที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน แต่เป็นการลงทุนจริง แม้มีปัญหาเกิดขึ้น ก็พยายามแก้ไขปัญหาเพื่อช่วยเหลือลูกค้าอยู่ในตอนนี้
สลากดิจิทัลวันแรกทะลุ 6.1ล้านใบ
นายลวรณ แสงสนิท อธิบกรมสรรพากร ในฐานะประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) สลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวถึงความคืบหน้าการเปิดให้ประชาชนสามารถซื้อสลากดิจิทัลงวดวันที่ 16 สิงหาคม 2565 ผ่านแอพพลิเคชั่นเป๋าตัง จำนวน 9,092